
มาร์คยันศก.ครึ่งปีหลังตามเป้าทุกด้าน
"อภิสิทธิ์" มั่นใจเศรษฐกิจครึ่งปีหลังเป็นไปตามเป้าทุกด้าน จี้สำนึกเอกชนคืนกำไรสังคม-จ่ายภาษีให้ตรง แนะจับมือตรวจสอบกันเองแก้ฮั้ว
เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 7 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ประเมินเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่า คิดว่าภาคเศรษฐกิจทั้งหมดยกเว้นภาคการท่องเที่ยวที่ต้องใช้เวลา ซึ่งตนค่อนข้างมั่นใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะค่อนข้างต่อเนื่องและน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้เกือบจะทุกๆ ด้านทั้งส่งออก เศรษฐกิจภายในประเทศ การจัดเก็บรายได้ ไปจนถึงเรื่องของการลงทุน
เมื่อถามว่าขณะนี้นายกฯมีปัจจัยอะไรที่ยังเป็นกังวลอยู่บ้างนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกคนต้องช่วยกันดูแลให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ เมื่อถามต่อว่านายกฯได้ฝากให้ภาคเอกชนเรื่องการขึ้นค่าแรงซึ่งเกี่ยวเนื่องต่อจากสิ่งที่รัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องอัตราค่าแรงอย่างก้าวกระโดดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องเดียวเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างว่าจะทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีการปรับจริงๆ คือตัวเลขขณะนี้ที่น่าเป็นห่วงคือ ในผลตอบแทนทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่แบ่งออกมาเป็นสำหรับผู้ใช้แรงงานถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ
เมื่อถามว่าหากการใช้ค่าตอบแทนสูงอาจจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อได้ นายกฯ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่ว่าเราสามารถลดภาระต้นทุนในส่วนอื่นได้หรือไม่ อยู่ที่มูลค่าของผลผลิตที่จะออกมา แต่ตนคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้ามมาพอสมควรและเป็นจุดหนึ่งที่เริ่มมีการนำไปศึกษากันและเห็นว่าเป็นจุดอ่อนในแง่ของการไม่เสริมสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งเรื่องของภาคอื่นๆเราต้องทำควบคู่กันไปเหมือนกับที่เราพยายามทำเรื่อง ประกันรายได้ในภาคเกษตร เราต้องมาดูภาคแรงงาน และอีกภาคหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือแรงงานนอกระบบแรงงานอิสระที่ยังเป็นปัญหาอยู่
เมื่อถามว่าการก้าวกระโดดของอัตราค่าจ้างจะเห็นได้เมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่การศึกษา ซึ่งตนและนายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง กำลังศึกษาอยู่ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่และจะมีผลกระทบอย่างไร คือจะมีจุดที่เป็นปัญหาอยู่คือ แรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นจุดที่จะทำให้ทำยากขึ้น เมื่อถามต่อว่าจะทำให้แล้วเสร็จพร้อมกับเรื่องระบบสวัสดิการสังคมซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนธันวาคม นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าจะนานกว่า เนื่องจากต้องไปดูโครงสร้างตัวอื่นๆ เช่นโครงสร้างภาษี
จี้สำนึกเอกชนคืนกำไรสังคม-จ่ายภาษีให้ตรง
ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปร่วมงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ภาคธุรกิจ : พลังหลักขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย" เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดความขัดแข้งและความเหลื่อมล้ำใน สังคม ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์พาร์ค ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ว่า ในภาวะที่พวกเราวิตกกังวลกับอนาคตของสังคมของเราหลังจากผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองและวิกฤติเศรษฐกิจใน 2-3 ปีที่ผ่านมา
จึงอยากจะเน้นย้ำว่ารัฐบาลมองงานนี้เป็นงานเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศที่มุ่งเน้นภารกิจสำคัญคือเรื่องของการฟื้นฟู-ปฏิรูป นำสู่ความปรองดองสงบสุข ความมั่นคงในการพัฒนาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน อย่างไรก็ตามภารกิจนี้รัฐบาลยอมรับข้อเท็จจริงว่าดำเนินการเพียงลำพังคงไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่ได้อยู่นานจนทำสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นต้องมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม ซึ่งรัฐบาลเริ่มต้นวางกลไกให้เป็นจริงโดยมีความอิสระและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายต่างๆ อาทิ คณะกรรมการชุดปฏิรูปของนายอานันท์ ปันยารชุน ชุดสมัชชาปฏิรูปของ นพ.ประเวศ วะสี รวมทั้งชุดศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และชุดแสวงหาข้อเท็จจริง
นายกฯ กล่าวอีกว่า ภาคธุรกิจได้เดินหน้าทำเรื่องเหล่านี้ไปบ้างแล้วในการส่งเสริมสนับสนุนการปรองดอง และตนทราบว่า 7 องค์กรในวันนี้ก็ตื่นตัวมากพอสมควร แต่สิ่งที่ตนอยากแสดงความคิดเห็นคือภาคธุรกิจเคยเรียกร้องความเรียบร้อยของสังคมและการเมืองเพื่อเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพราะพูดง่ายๆคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือเหตุการณ์ทางการเมืองนอกจากจะเป็นปัญหาในตัวของมันเองแล้ว แต่สิ่งที่สังคมวิตกกันมากคือผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจ จึงมักจะได้ยินเสียงเรียกร้องของภาคธุรกิจว่าต้องการการเมืองที่นิ่งและสังคมที่สงบ
“แต่ผมอยากจะย้ำว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาเราพิสูจน์แล้วว่าไม่มีใครเรียกร้องการเมืองที่นิ่งและสงบจากคนอื่นได้ แต่เราทุกคนต้องร่วมสร้าง จึงต้องกลับโจทย์แทนที่จะถามว่าสังคมจะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมธุกิจ ต้องถามว่าท่านจะทำอะไรให้เกิดสังคมที่ดีบ้าง แม้เรามีภาระหน้าที่แตกต่างกันไปแต่เราแยกส่วนออกจากสังคมส่วนอื่นไม่ได้ และความสำเร็จของเราก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของส่วนอื่นด้วย นี่คือโจทย์ใหญ่ในการฟื้นฟูและปรองดอง ผมไม่เคยพูดว่าการปรองดองเป็นเรื่องของนักการเมืองกับนักการเมือง พรรคการเมืองกับพรรคการเมือง ของเสื้อสีนั้นกับเสื้อสีนี้ แต่อยู่ที่การนำคนเข้ามาส่วนมาร่วมในครั้งนี้มากกว่า” นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ประชาชนสัมผัสอยู่หลายครั้งคิดว่ารัฐบาลเป็นผู้กำหนดหรือสามารถสร้างทุกอย่างได้ แต่ความจริงในสังคมนั้นในระบบเศรษฐกิจของไทยภาคธุรกิจ-เอกชนเป็นฝ่ายขับเคลื่อนความเป็นมาเป็นไปของสังคมไทยมากกว่าอยู่เสมอ อย่างเช่นการส่งออกไม่ใช่เป็นฝีมือของกระทรวงพาณิชย์แต่กลับเป็นฝีของบริษัทส่งออก ส่วนการท่องเที่ยวก็เป็นฝีมือของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้นจึงอยู่ในมือภาคธุรกิจ เพราะรัฐบาลไม่มีเงินของตัวเองแต่ต้องใช้เงินภาษีของประชาชน ดังนั้นที่สุดการขับเคลื่อนจึงอยู่ที่ภาคธุรกิจที่เป็นกลไกหลัก แต่ทั้งนี้ไม่ได้ปฏิเสธความสำคญของรัฐ แต่การเดินหน้าทำเพื่อสังคมเราต้องเข้าถึงแก่นในการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย
นายกฯ กล่าวถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อภาคธุรกิจว่ามีความคาดหวังในหลายระดับ ซึ่งระดับเบื้องต้น เป็นข้อเรียกร้องถึงภาคธุรกิจว่าท่านทำหน้าที่ของท่านด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน เช่น ธุรกิจท่านปฏิบัติครบตามกฎระเบียบหรือไม่ เช่นทำตามมาตรฐานแรงงาน มาตรการสิ่งแวดล้อม การเสียภาษีอากร ถ้าถามตามสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยคิดว่ามีธุรกิจกี่เปอเซ็นต์ที่ทำตามครบถ้วน และธุรกิจที่ยังไม่เป็นตามนี้มีส่วนในการสร้างปัญหามากน้อยแค่ไหน เพราะการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการขัดแย้งมากมาย เช่น พื้นที่ที่มีผลกระทบกับชุมชน กระทบกับทรัพยากร และเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา เช่น กระทบสิ่งแวดล้อมในภาพรวม ดังนั้นในพื้นฐานของการปฏิรูปต้องพยายามปรับการประกอบธุรกิจให้ได้มาตรฐานกว่านี้ ยังทราบว่ามีกฎระเบียบที่ล้าสมัยก็ต้องช่วยกันแก้ไม่ใช่บอกว่าไม่ดีแล้วจะเลือกปฏิบัติตามหรือไม่ นี่คือระดับพื้นฐานที่สุด
นายกฯ กล่าวว่า ระดับถัดขึ้นมานอกจากธุรกิจจะต้องเสียภาษี แล้วต้องยอมรับงว่าในกลไกทางเศรษฐกิจที่อิงกลไกตลาดในการแข่งขันประกอบกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากทำให้หลายธุรกิจเติบโตเร็วมากและหลายธุรกิจเป็นเครือข่ายผูกขาดอยู่ทำให้มีกำไรสูงมาก ดังนั้นความคาดหวังคือท่านจะคืนกำไรให้สังคมอย่างไร ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีช่องทางในการทำมากขึ้นในปัจจุบันนี้ ซึ่งหลายธุรกิจเป็นแบบอย่างที่ดีในการตอบแทนชุมชนและสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชย์กับสังคม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ระดับถัดขึ้นมาเราสามารถใช้รูปแบบการประกอบธุรกิจที่มีความเชื่ยวชาญมาทำงานทางสังคมได้หรือไม่ เพียงแต่นำเอารูปแบบการทำธุรกิจขององค์กรมาทำงานเพื่อสังคมโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเติบโตในหลายประเทศ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการให้มีการส่งเสริมสนับสนุน และตนจะทำให้เรื่องนี้เกิดให้มากยิ่งขึ้น
“ทั้งสามระดับเป็นสิ่งที่คิดว่าภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่หรือเล็ก สาขาใดก็ตาม ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ถ้าท่านพร้อมมากก็อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ถ้าไม่พร้อมก็สามารถทำตามระดับที่ต่ำได้ นี่คือความคาดหวังของผมในการส่งเสริมการปฏิรูป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า แต่โจทย์สำคัญอาจจะแสวงหาคำตอบบ้างแล้วแต่ยังไม่ชัดเจนว่าภาพรวมของธุรกิจในสังคมต้องทบทวนแนวททางการพัฒนาการประกอบการหรือไม่ โดยในเวทีของสภาหอการค้าไทยตนได้ยกเป็นโจทย์เล่นๆแต่ไม่ได้คิดเล่นเพราะคิดจริงว่ามีการตั้งโจทย์ว่าที่เศรษฐกิจของไทยไม่สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศเท่าที่ควรเพราะค่าแรงต่ำเกินไป เพราะถ้าเราให้ค่าตอบแทนแรงงานสูงกว่ามากและลดภาระธุรกิจอื่นและจะทำให้มีเศรษฐกิจที่มั่นคงสมดุลมากขึ้น แต่จะมีปัญหาแน่นอนในเรื่องของแรงงานต่างด้าว แต่นี่เป็นโจทย์ที่เราไม่เคยถกเถียงอย่างจริงจัง เพราะเราติดกับดักที่ว่าเรามองค่าแรงเป็นต้นทุนถ้าค่าแรงสูงจะแข่งขันลำบาก แต่หากมองข้ามเรื่องนี้ได้ซึ่งหลายประเทศมีประสบการณ์แล้วว่าค่าแรงต่ำจะทำให้ได้คุณภาพแรงงานที่ต่ำและพัฒนายาก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ไม่เช่นนั้นก็ต้องพูดถึงสภาวะแวดล้อมในการทำงานให้จูงใจ โดยให้สถานประกอบการมีที่เลี้ยงดูเด็กเล็กได้หรือไม่ เพื่อช่วยให้แรงงานสตรีมีที่เลี้ยงบุตรและเด็กจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดแทนที่จะต้องอยู่บ้านหรือที่ศูนย์เด็กที่ยังไม่ได้รับมาตรฐาน เพราะที่สุดแล้วหากองค์กรเดินหน้าและที่จะพยายามทำโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ ก็จะทำให้ก้าวไม่ทันรื่องความคาดหวังของประชาชนที่ไม่ได้เป็นเรื่องที่วัดแค่เพียงรายได้อย่างเดียว
“เศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่มีคุณภาพ ภาคธุรกิจและสังคมต้องมีความกลมกลืน ซึ่งเป็นงานท้าทายและไม่สามารถสำเร็จได้ในรัฐบาลชุดนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้และรัฐบาลต่อไปต้องทำอย่างจริงจังจะละเลยไม่ได้ ถ้าเราทำเรื่องนี้เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องความมั่นคงและสงบสุขไม่สำเร็จ หากให้รัฐและสังคมเคลื่อนโดยไม่มีความเข้าใจ ดังนั้นภาคธุรกิจน่าจะต้องรับโจทย์ข้อนี้เป็นโจทย์ใหญ่ในการทำงานอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพราะงานข้างหน้าเป็นงานยากและวันนี้ผมไม่ได้มาให้กำลังใจภาคธุรกิจ แต่มาให้โจทย์เพราะเราต้องตอบโจทย์ของประเทศ ถ้าเราตอบได้เราก็จะมีกำลังใจขึ้นมาเอง ต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ ผมยอมรับว่าภาคการเมืองก็ต้องยอมรับด้วยการปรับทัศนคติการทำงานของตัวเองด้วย แต่ทุกวันนี้ยังทำไม่ได้ และทุกภาคส่วนในสังคมต้องทบทวนและกล้าเปลี่ยนไปสู่อนาคตที่ดี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ในตอนท้ายนายกฯ กล่าวถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นว่า ฝ่ายการเมืองเป็นจำเลยที่หนึ่ง แต่วันนี้มีภาคธุรกิจเป็นจำเลยที่ 2 และ 3 ที่ต้องมาคิดร่วมกัน เพราะการสร้างความขัดแย้งในสังคมและวิกฤติในปัจจุบันที่สิ่งเป็นต้นตอก็มาจากการทุจริต ซึ่งต่างประเทศมีมาตรการเกินเลยมากกว่าภาครัฐที่มีเพียงองค์กรอิสระ การแสดงบัญชีทรัพย์สิน และยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย
“แต่ที่ต่างประเทศนั้นภาคเอกชนต้องจัดการกันเอง ต้องสามารถตกลงกันเองว่าจะไม่มีบริษัทไหนไปติดสินบนเพื่อให้ได้งานเพื่อทำธุรกิจ และให้ตกลงกันเองว่าจะทำธุรกิจให้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ฮั้วเพื่อแบ่งผลประโยชน์ ซึ่งเราต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ต้องรวมตัวกันต่อต้านธุรกิจที่ไม่ได้เดินตามแนวทาง ซึ่งเรื่องนี้สภาหอการค้ารับโจทนี้ไปดำเนินการและทางสภาหอการค้าต่างประเทศก็ขอเข้ามามีส่วนร่วมแล้วด้วย ซึ่งผมไม่หวังว่าสิ่งร้ายๆจะหายไป แต่หวังจะเห็นสิ่งดีดีและลดปัญหาในปัจจุบัน หากยังเอารัดเอาเปรียบ ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไปเรื่อย จะกระทบต่อสังคมและการชดเชยคืนต่อจะสังคมจะไม่เกิดขึ้นได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



