
นัดไต่สวนพยานปากแรกคดียุบปชป.9ส.ค.
ศาล รธน.นัดพร้อมคู่กรณี คดียุบพรรคกำหนดดีเดย์เริ่มไต่สวนพยานปากแรก 9 ส.ค.นี้ พร้อมกำหนดพิจารณา 5 ประเด็น ด้าน ชวน มั่นใจพรรคไม่ได้ทำผิด
(7ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีนายชัช ชลวร ประธานได้ออกนั่งบัลลังก์นัดพร้อมคู่กรณีในคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากกระทำการเข้าข่าย มาตรา 62 และ 65 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และมาตรา 82 และ 93 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 กรณีใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้มอบหมายให้นายอรุณ นาคเสน ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปัญหาและข้อโต้แย้งของกกต. และนายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการกกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองเป็นผู้แทน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ผู้ถูกร้อง นำทีมโดยนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค นายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจ และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานสู้คดียุบพรรค เป็นตัวแทนของพรรค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเบื้องต้น ศาลฯได้หารือกับคู่กรณีถึงวันนัดไต่สวนที่เดิมศาลกำหนด เป็นทุกวันพุธของสัปดาห์จนกว่าจะเสร็จสิ้น แต่ทางผู้ถูกร้องทักท้วงว่า อาจไม่สะดวกเพราะติดปัญหาเรื่องของการประชุมสภาฯ ซึ่งอาจจะกระทบต่อการทำหน้าที่นิติบัญญัติ และถ้าจะเป็นวันศุกร์ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้นัดคู่กรณีในคดีส.ส.และส.ว.การถือครองหุ้นเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญไต่สวนทุกวันศุกร์ของสัปดาห์แล้ว ดังนั้นถ้าเป็นทุกวันจันทร์ของสัปดาห์ก็จะสะดวกที่สุด ศาลจึงกำหนดให้มีการไต่สวนทุกวันจันทร์ของสัปดาห์แทน จนกว่าจะเสร็จสิ้น นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังขอศาลว่าสามารถตรวจพยานหลักฐานก่อนวันที่ 28 ก.ค.ที่ศาลนัดหมายได้หรือไม่เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งศาลอนุญาตโดยให้ผู้ถูกร้องนัดหมายกับผู้ร้องมาตรวจพยานหลักฐานในรายการที่ต้องการตรวจก่อนพร้อมกันต่อหน้าเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อความโปร่งใส และให้วันที่ 28 ก.ค.มีการแถลงต่อศาลถึงการตรวจพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตามศาลฯก็ได้แจ้งให้คู่กรณีทราบว่าหากต้องการจะขอให้ศาลเรียกพยานหลักฐานที่อยู่ในการครอบครองของบุคคลหรือส่วนราชการเพิ่มเติมก็ขอให้คู่กรณียื่นคำร้องต่อศาลภายใน 7 วันนับแต่วันนัดพร้อม โดยพยานหลักฐานที่ขอให้ศาลเรียกนั้น ต้องเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีเท่านั้น
จากนั้น นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับมอบหมายจากองค์คณะ ได้อ่านกระบวนวีธีพิจารณาคดีว่า คำร้องดังกล่าวศาลฯได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 1.กระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ของผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ตามคำร้องอยู่ในบังคับตามพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 3.พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2548 เป็นไปตามแผนงานโครงการที่ขออนุมัติหรือไม่ 4.พรรคประชาธิปัตย์ทำรายการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2548 ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ 5.กรณีมีเหตุให้ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 หรือประกาศคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (คปค.) ฉบับที่ 27 ซึ่งแก้ไขประกาศคปค.ฉบับที่ 15 ลงวันที่ 30 ก.ย. 49 หรือตามพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 หรือไม่อย่างไร โดยในประเด็นที่ 1 และ 2 เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฯวินิจฉัยได้เอง ไม่ต้องนำสืบพยาน ส่วนในประเด็นอื่นให้มีการตรวจสอบพยานก่อนการไต่สวน โดยนัดตรวจพยานวันพุธที่ 28 ก.ค.นี้ และกำหนดนัดไต่สวนพยานปากแรกในวันจันทร์ที่ 9 ส.ค.
ด้าน นายชวน กล่าวภายหลังว่า เบื้องต้นพรรคได้เตรียมพยานบุคคลเอาไว้ชี้แจง กว่า 30 ปาก และคงไม่จำเป็นต้องเพิ่มพยานเข้ามาอีก เพราะพยานที่มีอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ส่วนทาง กกต.ทราบว่าได้เตรียมพยานเอาไว้ถึง 50 ปาก อย่างไรก็ตามในส่วนของกระบวนการดำเนินคดีของ กกต.นั้น ตนไม่ขอวิจารณ์ เพราะถึงอย่างไรพรรคก็ถูกฟ้องไปแล้ว และเป็นหน้าที่ของพรรคที่ต้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา มั่นใจว่าพรรคไม่ได้กระทำผิด แต่ก็กำชับให้ทีมฝ่ายกฎหมายของพรรคทุกคนว่า อย่าได้ประมาท เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีที่ กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ เราจึงต้องพยายามนำหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์



