
ศอฉ.จวก"พร้อมพงศ์"ตู่ขังม็อบแดงจ่อเรียกแจง
ศอฉ.จวก พร้อมพงศ์ บิดเบือนกล่าวหาขังแดง ยันสอบแล้วไร้แดงถูกขังทุกที่ จ่อออกหมายเรียก พร้อมพงศ์ แจงข้อเท็จจริง หากแจงไม่ได้ โดนคุก 2 ปี ฐานให้ข่าวเท็จ-ใส่ร้าย ศอฉ. ยันรบ.-ศอฉ.ไม่ขัดแย้ง แม้มติครม.เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 5 จว. ศอฉ.ปรับลดประชุมแค่ 2 วัน อังคาร
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 6 ก.ค.พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุมศอฉ.ที่มีนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะผอ.ศอฉ.เป็นประธานในการประชุมว่า ในที่ประชุมได้นำเรื่องที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบตามที่นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งที่ประชุม ศอฉ.จึงได้สั่งการให้จัดเตรียมข้อมูลไว้สนับสนุนคณะกรรมการ หากมีการร้องขอ
“ส่วนกรณีที่ ครม.มีมติยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ 5 จังหวัดคือ น่าน นครสวรรค์ ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ และ นครปฐมนั้น โดยมีข้อสงสัยว่า รัฐบาลกับศอฉ.เกิดความขัดแย้งหรือไม่ เพราะศอฉ.เสนอให้คงพ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้ง 24 จังหวัด ขอชี้แจงว่า ไมใช่ความขัดแย้ง เพราะ ศอฉ.เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาตามที่กำหนด เราเพียงประเมินข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ ทั้งงานด้านการข่าว เรื่องอาวุธต่างๆที่สูญหายไป เห็นว่า ในฐานะที่เราเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เป็นข้าราชการประจำ เห็นว่า ควร ต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อสามารถดูแลความสงบเรียบร้อยต่อไปได้ แต่รัฐบาลมีมุมมองที่กว้างขึ้นไป เพราะต้องรับผิดชอบภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ และจ้องตอบคำถามของประชาชนและสังคม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีอำนาจตกลงใจปรับลดตามที่เห็นเหมาะสม อย่าไงรก็ตามหากอนาคตสถานการณ์มีข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงก็สามารถใช้กฎหมายอื่นมารองรับ หรือประกาศเพิ่มได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐบาล ดังนั้นยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับศอฉ.แต่อย่างใด ” โฆษก ศอฉ.กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับกรณีที่นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่มีการแจ้งว่า ทางศอฉ.มีการควบคุมตัวประชาชนที่มาร่วมชุมนุมจำนวน 11 คน ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ในแบบที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด พบว่า ไม่มีข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในพื้นที่จ.กาญจนบุรี และได้มีการสุ่มตรวจบุคคลอยู่ 3 คน ใน11 รายชื่อที่ถูกอ้างอิง คือ 1.นาย พันธ์ศักดิ์ ฉิมพลี เป็นคนจังหวัดขอนแก่น และเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ ไม่ว่า จะเป็นการชุมนุมของกลุ่มใด มักไปร่วมชุมนุมอยู่เสมอ ซึ่งจากการที่ได้สอบถามไปยังมารดาของนาย พันธ์ศักดิ์นั้น ยืนยันว่า สามารถติดต่อกันได้ ดังนั้นการที่โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุว่า มีการควบคุมจึงไม่เป็นความจริง
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า คนที่ 2 คือ นางนวล โคกเจริญ เป็นคนจังหวัดขอนแก่น ซึ่งจากการตรวจสอบไม่ปรากฏชื่อในทะเบียนราษฎร์ และคนที่ 3 คือ นาย สนา พวงมาลา เป็นคนจังหวัดหนองบัวลำภู ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และจากการที่ตำรวจได้มีการติดต่อพบว่า ไม่ได้มีการควบคุมตัวแต่อย่างใด ดังนั้นตามที่การกล่าวอ้างของโฆษกพรรคเพื่อไทยจึงไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นยังมีการกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า มีการควบคุมตัวที่จ.กาญจนบุรีอีก 70 คน และที่กรมราชทัณฑ์อีก 300 คน
“ ศอฉ.เห็นว่า เรื่องนี้เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับศอฉ. ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ทำให้ประชาชน สื่อมวลชน เข้าใจผิดได้ ทั้งที่พื้นที่กรุงเทพ ยังเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีการห้ามนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่สร้างความรู้สึกไม่พึงพอใจกับหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นในวันที่ 7 ก.ค.นี้ทางศอฉ.มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกนายพร้อมพงศ์ มาชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ได้นำเสนอ ซึ่งไม่เป็นความจริงนั้น ถ้ามีคำตอบที่ไม่ชัดเจนคงจะต้องดำเนินการตามข้อกฎหมายต่อไป โดยผิดใน 2 ข้อหา คือ เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท และการกล่าวเท็จที่ให้ผู้อื่นต้องคดีอาญา หากนายพร้อมพงศ์ ไม่มาชี้แจงตามที่ตำรวจออกหมายเรียก 2 ครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป ” โฆษกศอฉ.กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนการประชุมศอฉ.คณะใหญ่มีมติเห็นชอบ ปรับลดการประชุมลงเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของศอฉ. เหลือเพียงวันอังคาร และวันศุกร์ เท่านั้น โดยจะมีการแถลงข่าวในวันศุกร์ช่วงเย็นหลังจากที่การประชุมเสร็จสิ้น ส่วน ศอฉ.คณะเล็กก็จะมีการดำเนินการต่อไป
พ.ต.อ. ทรงพล วัธนะชัย รองผู้อำนวยการกองบังคับการตำรวจนครบาล แถลงว่า ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เฉพาะหมาย ฉฉ. ที่มีการออกหมายจับจำนวน 38 คน และเสียชีวิต 1 คน คือ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ส่วนที่แจ้งความคดีอาญาในฐานเกี่ยวกับก่อการร้ายจำนวน 11 คน ปล่อยตัวไป 23 คน เหลืออยู่ในความควบคุมของกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 มี 3 คน คือ นาย สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือหนูหริ่ง และนาย วินัย แสงศรีนิล ส่วนอีก 1 คน อายัดตัวอยู่ในโรงพยาบาลคือ นายจรัล หรือยักษ์ ลอยพูล



