ข่าว

ตำรวจไทยกับการปฏิรูปประเทศตอนสำนึกยุติธรรมทางการเมือง

ตำรวจไทยกับการปฏิรูปประเทศตอนสำนึกยุติธรรมทางการเมือง

07 ก.ค. 2553

“ถ้าตำรวจดี สังคมก็ดี ถ้าตำรวจยืนข้างคนชั่ว สังคมก็ไม่มีที่พึ่ง” ดิฉันมีความเห็นด้วยกับข้อความข้างต้นเฉพาะในส่วนที่ว่า ถ้าตำรวจยืนข้างคนชั่ว สังคมก็ไม่มีที่พึ่ง แต่ในส่วนแรกนั้นดิฉันคงไม่กล้าหาญที่จะยกภาระของการเป็นสังคมไทยที่ดีไว้ที่องค์กรตำรวจ จนถึงขั้

สังคมจะดีถ้าตำรวจดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ดูเสมือนว่าตำรวจไทยจะไร้อำนาจและอิสรภาพที่แท้จริง “คิดซะว่าเป็นการแสดงลิเก” นายตำรวจใหญ่เปรียบเทียบวิธีการทำใจของเหล่าบรรดานายตำรวจในยามที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญอยู่ท่ามกลางภาวะที่ “ไม่ได้รับความเป็นธรรม”

 คำว่าลิเก ถูกนำมาเปรียบเทียบในลักษณะที่ในบางครั้งพระเอก (ลิเก) ต้องพลัดหลงไปในป่า ไปเจอโจรร้ายใจทรามมาทำร้ายรังแกโดยใช้อำนาจที่เหนือกว่าทำให้ตัวพระเอกต้องใช้ลูกอึด อดทน และทนทาน แต่สักวัน ฉากนี้จะต้องมีวันจบเปรียบได้กับยุคของผู้มีอำนาจชุดหนึ่งหมดสิ้นอำนาจลง เมื่อเปิดฉากใหม่ก็จะพบผู้มีอำนาจยุคใหม่ในฉากนี้อาจจะเป็นทีของพระเอกบ้างทำให้พระเอกได้มาพบกับหลวงตาที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกโจรร้ายในฉากก่อนหน้า ทีนี้หลวงตาก็จะเป่ากระหม่อมให้พระเอกได้ดิบได้ดี วิ่งทันเพื่อนรุ่นเดียวกัน หรือบางทีอาจวิ่งแซงรุ่นพี่และกลับกลายมาเป็นผู้ที่มีอำนาจบารมีได้ในที่สุด

 ด้วยความที่ตระหนักในความไม่แน่นอนของวงจรเช่นนี้ พระเอกที่ผ่านการเรียนรู้ทั้งจากรุ่นพี่หรือผู้บังคับบัญชาที่ผ่านมาในอดีตก็จะดำรงตนด้วยความไม่ประมาท ดังนั้น สิ่งใดที่จะสะสมเก็บตุนไว้ใช้เพื่อให้บารมีของตนดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานก็จะกลายเป็นสิ่งที่จะต้องทำในลำดับแรก ทำให้เห็นปรากฏการณ์ “การตะกละตะกรามก่อนการเกษียณอายุราชการ”

 การสร้างกระแสปฏิรูปสังคมไทยขึ้นท่ามกลางบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่มีความขัดแย้งหรือความพยายามที่จะปรองดอง (แล้วแต่มุมมอง) รวมถึงกระแสการปฏิรูปตำรวจว่าจะทำให้ความสงบ ความสุขในสังคมไทยเกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดีและควรกระทำอย่างจริงจัง (เสียที) มิใช่เป็นเพียงการสร้างภาพลวงตาหรือที่ชาวบ้านคุ้นเคยกับการแสดงที่เรียกว่า “ปาหี่” เพราะว่าตำรวจใกล้ชิดกับประชาชน และภารกิจของตำรวจมีความสัมพันธ์กับความผาสุกในการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม เพราะว่าคนทุกๆ คนในสังคมต้องการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่มีความเป็นธรรม มีความยุติธรรม แต่เท่าที่ผ่านมาภาพปรากฏการณ์ที่คนในสังคมรับรู้ได้โดยทั่วกันคือ ประชาชนส่วนหนึ่งและอาจถึงระดับมากพอสมควรไม่ได้รับความยุติธรรมจากการทำหน้าที่ของตำรวจ เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงที่มาก็จะเห็นปรากฏการณ์เชิงวัฒนธรรมองค์กรของตำรวจที่แผ่ซ่านไปด้วยความไม่ยุติธรรมเช่นเดียวกัน 

 ในเมื่อตำรวจยังไม่ได้รับความยุติธรรมแล้วตำรวจจะมีสำนึกที่ดีต่อความยุติธรรมได้อย่างไร? “รุ่นน้องไม่เคารพคำสั่งของรุ่นพี่ ลูกน้องไม่ฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา” กลายเป็นเรื่องที่ตำรวจทุกคนคุ้นชิน เป็นเรื่องที่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา เนื่องจากเกิดขึ้นบ่อยและต่อเนื่องในโลกของตำรวจ “นี่ขนาดยศพันตำรวจเอก ระดับนายดาบยังไม่เชื่อฟังคำสั่ง” นายตำรวจที่ผู้ร่วมงานชื่นชมยกย่องว่าเป็นมือปราบ มีความขยันขันแข็งในการทำงานยกตัวอย่าง “การปีนเกลียว” ที่เกิดขึ้นในโลกของตำรวจ  

 วัฒนธรรมการปีนเกลียวดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นหากรุ่นน้อง หรือลูกน้อง ไม่มีผู้มีบารมี มีอำนาจในการให้พระเดชพระคุณสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง การที่มีกลุ่มผู้มีบารมีทางสังคมมีอำนาจมากกว่าเข้ามาแทรกแซง สร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในวงการตำรวจและทำหน้าที่เสมือนผู้กำกับคอยชักหุ่นอยู่เบื้องหลังตำรวจไทยส่งผลกระทบเชิงลบมากมายและผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนผู้ที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการแสดงลิเกหรือการแสดงปาหี่ใดๆ ระหว่างผู้มีอำนาจกับเหล่าบรรดานายตำรวจเลย  

 ถึงแม้ว่าพระเอกจะได้พบกับหลวงตาและฝากเนื้อฝากตัวกับหลวงตาแล้ว พระเอกก็จะต้องถวายตัวรับใช้หลวงตาอย่างหมอบราบคาบแก้วด้วย มิฉะนั้นหากยามใดหลวงตาเกิดโมโหไม่พึงพอใจขึ้นมาพระเอกก็อาจจะโดนหลวงตาเสกให้ไปอยู่ “กรุ” ได้เช่นกัน

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข