ข่าว

ประสบการณ์และกระบวนการ

ประสบการณ์และกระบวนการ

07 ก.ค. 2553

วันก่อนคุยกับเพื่อนๆ เรื่องหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ก็คือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง และเหตุใดเมืองไทยของเราถึงไม่ไปไหนไกล ปล่อยให้ชาติอื่นวิ่งนำหน้าไปไกลลิบ ทั้งที่ชาติเหล่านั้นล้วนเคยล้าหลังกว่าเมืองไทยของเราหรือประสบภัยพิบัติต่างๆ นานา จนแทบจะเอาตัวไม่ร

  เพื่อนคนหนึ่งรวบรัดตัดความว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคนไทยไม่มีประสบการณ์ที่เจ็บปวดของการสูญเสียชาติและอิสรภาพ และไม่ได้ผ่านกระบวนการอันโหดร้ายของการกอบกู้ชาติและต่อสู้เพื่ออิสรภาพเช่นประเทศอื่น ซึ่งตรงนี้ผมค่อนข้างจะเห็นด้วย เพราะถึงแม้เราจะเคยเสียกรุงศรีอยุธยาถึงสองครั้ง แต่ก็เป็นชั่วระยะเวลาไม่นานนัก ต่างกับบางประเทศที่ต้องตกเป็นอาณานิคมของต่างชาติเป็นร้อยๆ ปี หรือถูกเจ้าอาณานิคมกดขี่ข่มเหงอย่างหนักหนาสาหัส และหากสาวกลับไปถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ก็พูดได้ว่าแทบไม่มีคนไทยในยุคนี้แม้แต่คนเดียวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะคนไทยในกรุงรัตนโกสินทร์เป็นคนละสายพันธุ์กับคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากต้นตระกูลของคนไทยในปัจจุบันมีพื้นเพมาจากคนจีน คนมอญ คนลาว เสียเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่คนกรุงเก่าจะมีต้นสายจากเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี และดินแดนแถบภาคกลาง ดังนั้นความรู้สึกเจ็บแค้นพม่าจึงน่าจะมีอยู่เฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงที่เคยรับราชการในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยามารินทร์ ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก

 แต่พูดก็พูดเถอะครับ อย่าว่าแต่เรื่องเมื่อ 200 กว่าปีเลย แม้แต่การเสียดินแดนซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีนี่เอง ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีคนไทยในยุครัตนโกสินทร์สักกี่คนที่จดจำได้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ชอกช้ำระกำใจเป็นอย่างยิ่ง หรือแม้แต่เหตุการณ์สมัยสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งสร้างบาดแผลให้ผู้คนชาติต่างๆ อย่างสาหัสสากรรจ์ คนไทยเราก็ไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไรด้วยเลย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยก็บอบช้ำพอแรงเหมือนกัน

 เมื่อไม่มีแรงกดก็ไม่มีแรงดัน คนไทยจึงมีชีวิตที่เรื่อยๆ เฉื่อยๆ สนุกสนานไปวันๆ ผิดกับคนในประเทศที่ต้องสูญเสียอิสรภาพ บ้านเมือง และเกียรติภูมิ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต่างพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้อิสรภาพเหล่านั้นกลับคืนมา

 เพื่อนอีกคนบอกว่า บางทีเราอาจจะต้องรอให้แกงจืดเสียก่อนถึงจะรู้คุณเกลือ นั่นคือวันใดที่เราต้องสูญเสียประเทศชาติ สูญเสียอธิปไตย สูญเสียเอกราชไปแล้วนั่นแหละ วันนั้นเราถึงจะเกิดความรู้สึกรักชาติ รักพี่น้องร่วมชาติ รักผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศชาติ และรักทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นเป็นชาติไทยของเรา สิ่งที่เพื่อนพูดนั้นอาจจะเป็นความจริง แต่ก็เป็นความจริงที่เจ็บปวดเกินไป ทารุณจิตใจเกินไปและเป็นความจริงที่ไม่มีใครอยากเห็นมันเกิดขึ้นจริง

 ผมเห็นด้วยกับเพื่อนว่าคนไทยต้องการประสบการณ์และกระบวนการบางอย่างเพื่อหล่อหลอมคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน-ประสบการณ์ที่จะทำให้เราเรียนรู้ถึงความถูก-ผิดและความคิดสัมบูรณ์ซึ่งเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทยในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อถึง ณ จุดนั้นแล้ว เราคงไม่ต้องมาเสียเวลาในการหาคำตอบในเรื่องหลายๆ เรื่อง ที่เป็นปัญหาคาใจอยู่ในเวลานี้ เพราะคำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่ตัวของคนไทยทุกคนเอง ว่าเขาต้องการจะมีชีวิตแบบไหน ต้องการให้สังคมเป็นอย่างไร การปกครองในลักษณะใด แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญให้มีหน้าตาอย่างไร หรือนักการเมืองประเภทไหน

 ขณะที่กระบวนการก็จะสร้างรูปแบบเฉพาะตัวและลงตัวของเมืองไทยในอนาคตขึ้นมา ซึ่งอาจไม่เหมือนกับประเทศไหนในโลกเลยก็เป็นได้ แต่ก็คงจะดีกว่า เพราะผมคิดว่าไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรหรอกครับที่เราจะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาลอกการบ้านเพื่อนเพื่อให้รอดจากการโดนครูดุไปวันๆ โดยไม่เคยท่องตำรับตำราหรือลงมือทำแบบฝึกหัดด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อถึงวันสอบ ก็คงทำได้แค่ส่งกระดาษเปล่าเท่านั้นครับ ประสบการณ์และกระบวนการที่ผมกล่าวมานี้นั้น ก้าวไกลกว่าโรดแม็พหรือแผนปรองดองชาติไปอีกหลายคุ้งโค้งแล้วล่ะครับ