
"มาร์ค"ย้ำตัวเลขศก.ยืนยันศักยภาพของไทย
นายก"อภิสิทธิ์" ย้ำตัวเลขเศรษฐกิจยืนยันศักยภาพไทย โยงความพร้อมอาเซียนในการพร้อมรับการลงทุน เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศแม้มีอุปสรรค ขอความจริงใจจากทุกฝ่ายก้าวสูความความปรองดอง
(6ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษในงาน “ The 4th Euromoney Thailand Investment Forum ” ที่โรงแรมเซนทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ ว่า ยินดีที่ได้รับเชิญมากล่าวสุนทรพจน์แก่ผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุน นักการธนาคาร นักวิชาการที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งตนได้เคยกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Euromoney Thailand Investment Forum เมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ในวันนี้มีความยินดีที่ได้มากล่าวสุนทรพจน์อีกครั้งเพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทย แต่ยังรวมถึงทุกท่านในที่นี้ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย ที่ได้แสดงความห่วงใย และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ตนขอแสดงความขอบคุณในความห่วงใยและการสนับสนุนที่ดีตลอดมา
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสกล่าวต่อสมาชิกหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดเกี่ยวกับแผนและกลยุทธ์ในการพัฒนา โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหาจากรากฐาน ซึ่งเราได้ข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก จึงมีความจำเป็นที่จะหาแนวทางที่จะช่วยให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่นำคุณภาพชีวิตของประชาชนกลับคืนมา โดยต้องมีการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต มีการดำเนินการตามแผนการปรองดองเพื่อให้กลับไปสู่สถานการณ์ปกติและนำสันติสุขและเสถียรภาพกลับคืนมาสู่ประเทศไทย
ทั้งนี้รัฐบาลได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันในแผนปรองดองนี้ และให้กลไกที่มองไม่เห็นเป็นตัวแปรในการทำงาน ซึ่งคณะกรรมการในการปฏิรูปได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานขณะนี้รัฐบาลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน และเปิดช่องทางอื่น ๆ เช่น ศูนย์รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะปฏิรูปและปรองดองให้บังเกิดผลและสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย และให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจว่า เราต่างเห็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและเป็นผลให้เศรษฐกิจหดตัวลง 4.9 % เมื่อช่วงไตรมาส 4 ของปี 2009 โดยหลักเป็นผลจากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีว่าวิกฤติ ได้ส่งผลกระทบอย่างมากมายจึงต้องมีการรับมืออย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศให้เกิดการบริโภค โดยมอบเงินแก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวน 2 พันบาท หรือประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อคน และให้เงินเดือนแก่ผู้สูงอายุและคนพิการเป็นจำนวน 500 บาทหรือประมาณ 15 ดอลลาร์ทุกเดือน เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยผลจากการกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยผู้ที่มีปัญหาทางการเงิน แต่ยังช่วยให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นด้วย
นายกฯ กล่าวว่า ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบรวมไปถึงเอเชีย แต่ประเทศไทยได้ขยายการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ที่มีการเติบโตสูง เช่นจีน ออสเตรเลีย และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการส่งออกในภูมิภาคที่หลากหลายนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาและยุโรปเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัว แต่เรายังคงเห็นการฟื้นตัวในภาคการส่งออกอย่างรวดเร็ว โดยมีการเติบโต 5.9 % ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2009 และจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้มีการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 12% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
อย่างไรก็ตามแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องในไตรมาสที่สองของปี 2553 แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวด้วยความเข้มแข็ง การบริโภคภาคเอกชนวัดโดยรายได้ที่จัดเก็บจากภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 18.1% จากปีที่แล้ว การลงทุนภาคเอกชนก็มีการปรับตัวอย่างแข็งแกร่ง ปริมาณการนำเขาสินค้าทุนเติบโตสูงขึ้นถึง 40.3 % จากปีก่อนที่ขยายตัวอยู่ที่ 39.4 % ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายรถในเดือนพฤษภาคมที่โตที่ 48.4 % ต่อปี หรืออยู่ที่ 30 % ในเดือนที่แล้ว การส่งออกก็ส่งสัญญาณที่ดีขึ้นเช่นกัน มูลค่าการส่งออกในเดือนพฤษภาคมขยายตัวที่ 42.1 % เนื่องมาจากการฟื้นตัวการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ การปรับตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและอุปทานภายนอก ทำให้การส่งออกปรับตัวในช่วงเดือนที่ผ่านมา”นายกฯ กล่าว
นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจไทยยังทรงตัวได้ดีต่อความแปรปรวนจากการหมุนเวียนของเงินทุน จำนวนมาก อาทิ เงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 144 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 4.7 เท่าของจำนวนหนี้ระยะสั้นต่างประเทศ หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 42.2 % ในเดือนเมษายนตามกรอบมาตรฐานนโยบายทางการคลังที่ยั่งยืน อัตราการว่างงานคงยังอยู่ที่ระดับต่ำ ภาวะเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.2 % ภาคการธนาคารยังคงแข็งแกร่ง สภาพคล่องในระบบแกว่งอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ด้วยการเติบโตของเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและความเสถียรภาพในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลคาดว่า ศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ 5.5 % หรือ GDP อยู่ที่ 5-6 %
“รัฐบาลยังคงใช้หลักการระแวดระวังต่อปัจจัยเสี่ยงต่างที่อาจเกิดขึ้น อาทิ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเซื่องซึมของตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกา ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปและการแกว่งของค่าเงินหยวน ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้สามารถส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ และเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการในการเสริมความเข้มแข็งกับอุปสงค์ในประเทศและ สร้างความหลากหลายให้แก่ตลาดส่งออก” นายกฯ กล่าว
ด้วยความตระหนักถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้แนะนำมาตรการที่จะส่งเสริมการแข่งขันของภาคเอกชนผ่านการเพิ่มแรงจูงใจของสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ ประการแรกเราได้แนะนำโครงการลงทุนระยะกลางมูลค่า 1.43 ล้านล้านบาท ซึ่งยังเป็นที่รู้จักในชื่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่สอง หรือ '' โครงการไทยเข้มแข็ง 2555'' เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ อันได้แก่ การขนส่งและการชลประทาน จนถึงขณะนี้รัฐบาลสามารถที่จะใช้จ่ายเงินจำนวน 47 % จากเงินงบประมาณ ที่ได้รับการจัดสรรจนถึงสิ้นปี 2010 โดยละเอียด คือ โครงการขนส่งและเส้นทางคมนาคม ซึ่งเป็น 13% ของเงินงบประมาณทั้งหมดได้มีการใช้จ่ายแล้ว 64 % และอันที่จริง คณะรัฐมนตรีเพิ่งได้อนุมัติร่างโครงการที่จะพัฒนาระบบรางรถไฟในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งดังกล่าวน่าจะช่วยลดค่าดำเนินการของภาคเอกชนให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น
เนื่องจากการแข่งขันในระดับโลกได้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในโลกมีสูงยิ่งขึ้น ประเทศไทยได้ดำเนินงานเพื่อเข้าใกล้การหลอมรวมทางเศรษฐกิจของอาเซียนมากยิ่งขึ้น ปีนี้เป็นปีที่สำคัญยิ่งของ 6 ประเทศอาเซียนที่ได้ลดและเลิกกฎระเบียบในการการค้าสินค้าระหว่างกัน เดินหน้าสู่อีกก้าวของความฝันร่วมกันที่จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหนึ่งเดียว ในปี 2015 มากไปกว่านั้น อาเซียนยังได้ขยายความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไปยังอาเซียน + 3 ประเทศ และอาเซียน + 6 ประเทศ ในฐานะที่ไทยเคยเป็นประธานอาเซียนเมื่อปีที่ผ่านมา ไทยได้นำอาเซียนลงนามในข้อตกลงจำนวนมาก โดยข้อตกลงล่าสุดได้ทำกับประเทศอินเดีย ซึ่งจะมีผลในปี 2016 ด้วยเศรษฐกิจที่หลอมรวมกันยิ่งขึ้น จะยิ่งขยายความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลดีต่อภาคเอกชนมากขึ้น
ประการที่สอง เราได้ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมที่มั่นคงทางเศรษฐกิจว่ามีความสำคัญสำหรับความเจริญรุ่งเรืองของภาคเอกชน รัฐบาลได้ติดตามและบริหารจัดการเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ในส่วนของวิกฤติหนี้สาธารณะที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป หนี้สาธารณะของรัฐบาลไทยได้ขึ้นไปอยู่ที่ 42.4 % ของ GDP ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ดีภายใต้กรอบโครงสร้างงบประมาณที่มีเสถียรภาพ อันที่จริงเนื่องจากรายได้ภาษีที่สูงเกินกว่าที่คาดไว้ระหว่างช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2010 อันเป็นผลมาจากการเติบโตที่สูงของ GDP รัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะไม่กู้ยืมเงินล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้นสำหรับแผนการลงทุนของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นการลดลงของระดับหนี้สาธารณะที่คาดไว้ยิ่งขึ้น แม้กระนั้น เพื่อความระวัง การขยายตัวของนโยบายการคลังจะยังคงปลอดภัยจากภาวะของเศรษฐกิจโลก
ประการที่สามเนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติแรงจูงใจทางภาษีสำหรับบรรษัทข้ามชาติที่กำลังจัดตั้งศูนย์การผลิตประจำภูมิภาคในไทย โดยการย้ายฐานการผลิตมายังไทย บรรษัทข้ามชาติเหล่านั้นจะนำมาซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยขยายผลผลิตและความน่าดึงดูดของไทย ในขณะที่เราทำงานเพื่อที่จะฟื้นคืนและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เรายังได้ตระหนักถึงความยั่งยืนของสังคมและสภาพแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้เราจึงคาดหวังว่าโครงการให้การศึกษาฟรี การปรับปรุงการทำงานในกองทุนการศึกษาของเด็กนักเรียน และแผนงานเพื่อการปฏิรูปการศึกษาจะนำมาซึ่งความเท่าเทียมทางโอกาสในการศึกษา และการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของความเท่าเทียมทางสังคม ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังได้ตระหนักว่าการเข้าถึงที่ดินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็น อยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งรัฐบาลอยู่ในกระบวนการของการร่างพระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงแรงจูงใจทางภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้ประโยชน์จากที่ดินให้มากขึ้นและเพื่อสร้างการเข้าถึงในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครม.ยังได้อนุมัติการขยายมาตรการเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรง ชีพ โดยเฉพาะการใช้รถสาธารณะ การใช้รถไฟชั้นสามฟรี และเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายไฟฟ้า บริการเหล่านี้จะช่วยทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ จนสิ้นปีนี้ หรืออีก 6 เดือนต่อจากนี้ รัฐบาลยังได้อยู่ในช่วงของร่างกฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ สำคัญสำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
“ การขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้ายังคงต้องมีอุปสรรค แต่สิ่งสำคัญคือเราจะมุ่งไปที่ใด เราต้องมีความตั้งใจและมีจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน ประเทศไทยได้พิสูจน์สิ่งนี้ด้วยแผนการที่แจ่มชัดและความตั้งใจที่แน่วแน่ เราสามารถจับมือกันเดินออกจากวิกฤติทางเศรษฐกิจร่วมกัน สิ่งเดียวกันสามารถปรับใช้กับการเมืองด้วยแรงสนับสนุนและความจริงใจจากทุกฝ่าย เรามีความสามารถที่จะเอาชนะทุกอุปสรรค และด้วยทางเดินของเราสู่การปรองดอง ผมข้อเน้นย้ำว่าเราจะไม่ปฏิเสธความไม่เท่าเที่ยมที่ดำรงอยู่ทั่วไป”นายกฯ กล่าว
จากจิตวิญญาณของคนไทยที่เราได้เห็นระหว่างวันทำความสะอาดใหญ่ในเดือนพฤษภาคม วันซึ่งคนไทยกว่าหลายพันคนร่วมมือกันทำสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าจะก่อประโยชน์ ต่อประเทศชาติ ด้วยการทำความสะอาดที่อยู่อาศัย การปัดเป่าความโศกเศร้า และนำพาประเทศกลับสู่ระเบียบ อันที่จริง เราได้นำความสุขกลับคืนสู่ประเทศ
“ตอนนี้เราหวังว่าด้วยความสนับสนนและความเชื่อมั่นของทุกคน ทั้งนักลงทุน นักธนาคาร และเพื่อนที่ดีของประเทศไทย ด้วยความเป็นเพื่อนแท้ ตอนนี้ผมขอเชิญชวนทุกท่านใช้บทบาทหน้าที่ของท่านหยิบฉวยโอกาสนี้ และทำให้วิสัยทัศน์นี้เติบโตและให้ความมั่งคั่งกลายเป็นจริงในอนาคต ขอบคุณและสวัสดีครับ”



