
อภิสิทธิ์ดึงอปท.ช่วยปรองดองติงเยียวยาอีสานมีปัญหา
"นายกฯ"ติงหน่วยงานเยียวยาอีสานมีปัญหา เล็งชงครม.ให้ส่วนกลางดึงอปท.เคลื่อนแผนปรองดองลงรากหญ้า ต้องประสานท้องถิ่นก่อนลงพื้นที่ พร้อมฝากเปิดเวทีให้ปชช. กำหนดนโยบายระดับชุมชน
(5ก.ค.) เมื่อเวลา 10.40 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมรับฟังรายงานผลสรุปแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในเวทีการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทยโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)
จากนั้นเวลา 12.20 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังรับฟังรายงานผลสรุปแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า เวทีนี้เป็นการเปิดให้ตัวแทนอปท.สะท้อนความคิดเห็นด้านการปฏิรูปและส่งเสริมการปรองดอง ซึ่งรายละเอียดของข้อเสนอทั้งหมดจะถูกส่งมายังรัฐบาลเพื่อมีกลไกในการทำงานต่อไป อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่อปท.เสนอเรื่องการกระจายอำนาจที่เป็นปัญหา ซึ่งตนยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญกับงานนี้อย่างมาก และตนเป็นประธานกระจายอำนาจ โดยพบว่ามีข้อขัดข้องของอทป.หลายข้อแต่ก็คลี่คลายไประดับหนึ่ง ซึ่งบางปัญหาก็เรื้อรังแต่ก็คลี่คลายลง ทั้งนี้หากอปท.มีอะไรที่ขัดข้องทั่วไปก็ขอให้เสนอผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจมาได้
นายกฯ กล่าวอีกว่า สองเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ที่อยากให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไข คือ 1 .กฎหมายท้องถิ่นที่ต้องปรับปรุงตามรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ควรจะเสร็จตั้งแต่ปี 51 แล้ว แต่ตนมาเร่งทำในปี 52 ซึ่งส่งเรื่องไปยังกฤษฎีกา พร้อมกับได้เซ็นรับรองกฎหมายที่ส.ส.เสนอเข้ามาเพื่อให้อยู่ในวาระของสภาฯแล้ว 2. ปีกว่าที่ผ่านมาเป็นปีที่เรามีความยากลำบากเรื่องงบประมาณ และแม้สถานการณ์จะคลี่ยคลายไปมากแต่ยังมีข้อกังวลว่างบท้องถิ่นนั้นมีนโยบายกลางเข้าไป เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยอสม. ดังนั้นในงบปี 55 รัฐบาลจะถอดงบส่วนนี้กลับมาส่วนกลางทั้งหมด และจะจัดสรรงบท้องถิ่นที่ไม่น้อยกว่าเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้นายกฯยังกล่าวย้ำถึงกฎหมายภาษีที่ดินจะช่วยให้อปท.มีหลักประกันเป็นรายได้หลัก รวมถึงเรื่องการถ่ายโอนงานจากส่วนกลางให้อปท.ที่ให้ท้องถิ่นมีบทบาทแต่ทั้งนี้ส่วนกลางก็ยังให้การสนับสนุนด้านต่างๆอยู่
นายกฯ กล่าวถึงความสำคัญของอปท.ในเรื่องของการปรองดองและแผนการปฏิรูปประเทศว่า อปท.ดูแลประชาชนครอบคลุมทุกตารางนิ้วแล้ว หากท้องถิ่นขับเคลื่อนเรื่องนี้เพราะเป็นหน่วยย่อยที่ใกล้ชิดประชาชน ดังนั้นข้อเสนอที่ว่าต้องการให้ท้องถิ่นมีบทบาทเรื่องนี้นั้นรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนและจะดูแลรูปแบบว่าจะเดินกันอย่างไร ส่วนเรื่องของการเยียวยายอมรับว่างานนี้เป็นงานที่ทำโดยส่วนกลางค่อนข้างมาก ซึ่งจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมามีการประกาศภาวะฉุกเฉินก็มีศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ก็เร่งดำเนินการเรื่องนี้ แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปศอฉ.และหน่วยงานต่างๆก็เข้าเยียวยา โดยมีคณะกรรมการที่เชื่อมโยงกับระดับชาติ ดังนั้นหากในอนาคตจะมีท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมก็เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งตนจะเสนอครม.พรุ่งนี้( 6 ก.ค.)ในเรื่องการเยียวยาที่ให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น
“ทั้งนี้จากการที่ผมติดตามหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการเยียวยา โดยเฉพาะในภาคอีสานที่ยังมีช่องว่างอยู่ จึงอยากให้ท้องถิ่นเข้ามาทำบทบาทนี้ ดังนั้นพรุ่งนี้ผมจะแจ้งครม.ให้ทราบว่างานด้านนี้ให้ประสานกับอปท.ในการลงไปทำงานในพื้นที่ โดยอาศัยศิลปะของแต่ละท้องถิ่น เพราะกิจกรรมใดที่จะรวมพลังประชาชนในพื้นที่เพื่อเป็นการเยียวยานั้นจะช่วยสร้างความปรองดองที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งดีและตรงกัน และหากส่วนไหนจะเสริมความเข้มแข็งของชุมชนส่วนไหนก็ขอให้บอกมา”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ขั้นตอนต่อไปในการปฏิรูป-ปรองดองจะมีหลายรูปแบบไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น แต่จะมีคณะกรรมการ 2 คณะ โดยชุดแรกคณะกรรมสมัชชาปฏิรูปของนายแพทย์ประเวศ วะสี จะทำงานกับท้องถิ่นในการจัดระดมความคิดเห็น ซึ่งท่านสามารถมีส่วนร่วมโดยให้ลองช่วยคิดดูว่าจะให้ประชาชนเข้ามาสะท้อนความเห็นได้อย่างไรบ้าง เพราะนอกจากที่รัฐบาลมีการเปิดสายรับฟังในโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดฯที่เป็นช่องทางหนึ่งแม้มีการวิจารณ์กันมากแต่ความสำคัญมันมากกว่าการรับฟัง เพราะรัฐบาลต้องการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงอยากให้ท้องถิ่นช่วยคิดถึงการระดมความคิดเห็นที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อทำให้การขับเคลือนแผนปรองดองมีความสำเร็จมากขึ้น และนอกจากนี้คณะกรรมการ ชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ก็จะเข้าไปประสานการทำงานกับท้องถิ่นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามในส่วนขององค์กรเอกชนและภาคประชาชน ที่ทำงานปฏิรูปและปรองดอง อาทิ สภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม ที่มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยในการประชุมกรอ.ตนจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้าไปหาท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นด้วย
นายกฯ กล่าวถึงสำนักงานปฏิรูปว่า เป็นสำนักงานที่มีอาสาสมัครเข้ามาทำงานด้วย โดยหลายปัญหามีการเชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเข้ามามีส่วนร่วม และข้อเสนอต้องเป็นลักษณะจากล่างขึ้นบนที่นำมาบรรจบกับหน่วยงานของรัฐ จึงอยากให้ท้องถิ่นสนับสนุน รวมทั้งภาคเอกชนก็ต้องตื่นตัวในการนำความต้องการของประชาชนมาเชื่อมโยงด้วย อย่างไรก็ตามข้อเสนอหลายเรื่องที่สรุปมาในเรื่องของกลไกที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบหรือจะตั้งองค์กรก็พร้อมให้การสนับสนุน
นอกจากนี้นายกฯยังกล่าวถึงแผนปรองดอง 5 ข้อ ว่า เรื่องของการเทิดทูนสถาบัน การลดความเหลื่อมล้ำ ที่ต้องส่งเสริมรายได้และสร้างอาชีพ ซึ่งจากการรับโทรศัพเป็นปัญหาอันดับหนึ่งที่ท้องถิ่นมีความพร้อมมากที่สุดในการออกแบบนโยบาย เศรษฐกิจที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด ส่วนเรื่องการจัดทำรัฐสวัสดิการท้องถิ่นต้องมีบทบาทเพราะมีข้อมูลในตัวบุคคลมากที่สุด แม้ถูกถอดงบประมาณแต่การบริหารจัดการนั้นท้องถิ่นก็ยังต้องทำหน้าที่เพื่อทำงานร่วมกันต่อไป สำหรับแผนปรองดองเรื่องสื่อสารมวลชนซึ่งท้องถิ่นมีสื่อหลากหลาย ทั้งวิทยุชุมชน สิ่งพิมพ์ เคเบิลทีวี ซึ่งแนวของรัฐบาลไม่ต้องการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของสื่อ แต่อยากให้ทำงานอย่างสร้างสรรค์ หากพบว่าสื่อมีส่วนในการทำผิดกฎหมายก็ต้องมีแนวทางในการบริหารจัดการ ดังนั้นท้องถิ่นก็ทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าและต้องเชื่อมกับองค์กรวิชาชีพสื่อเพื่อร่วมกันทำงานได้
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจิงนั้นก็ต้องได้รับความร่วมมือจากท้องถิ่น และที่ระบุว่า ปัญหามาจากการเมืองระดับชาตินั้นตนไม่ปฏิเสธ แต่ลำพังเพียงแค่ขัดแย้งในหมู่นักการเมืองระดับชาติก็จะไม่ลุกลามถ้าท้องถิ่นเข้ามาลดความขัดแย้งได้ ดังนั้นต้องทำอย่างไรไม่ให้การเมืองท้องถิ่นผูกกับการเมืองระดับชาติและช่วยลดความขัดแย้งได้



