
รัฐบาลชงกรอบเงินกู้7หมื่นล้านขอความเห็นชอบจากสภา
รัฐบาลชงกรอบเงินกู้ 7 หมื่นล้านขอความเห็นชอบจากสภา กู้ธนาคารโลก 1 พันล้านเหรียญ จากเจบิค และ เอดีบี แห่งละ 5 ร้อยล้านเหรียญ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เพื่อพิจารณาวาระเรื่องด่วน กรอบการเจรจากู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตามที่ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ซึ่งเตรียมสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 24 มี.ค.นี้ โดยได้เชิญสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมาให้ข้อมูล
ทั้งนี้กรอบการเจรจากู้เงิน มีสาระสำคัญคือ กำหนดกรอบวงเงินที่จะขอกู้ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 7 หมื่นล้านบาท มีระยะเวลาการกู้เฉลี่ย 7-10 ปี โดยจะขอกู้จากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) เพื่อเป็นไปตามนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล
สำหรับกรอบวงเงินกู้ แบ่งเป็น จากธนาคารโลก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เอดีบี 5 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ และเจบิค 5 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ โดยกู้เป็นเงินเยน กรอบระยะเวลาในการกู้เงิน เฉลี่ยประมาณ 7-10 ปี โดยมีต้นทุนการกู้เงินต่างประเทศประมาณร้อยละ 2.53-3.79 ต่อปี ทั้งนี้มีกรอบระยะเวลาการเบิกจ่ายประมาณ 3 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้รายงานเหตุผลและความจำเป็นในการกู้เงินต่างประเทศว่า เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤติการทางการเงินของสหรัฐอเมริกา การขยายตัวของ จีดีพี ภายในสหรัฐลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2551 ติดลบ 3.8 % ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ปี 2551 จีดีพีของไทยขยายตัวเพียง 2.3 % ไตรมาสที่ 4 หดตัว 4.3 % ปริมาณการส่งออกและบริการครึ่งปีหลังของปี 2551 ติดลบ 26 % อัตราการว่างงานจาก 5 แสนเป็น 1 ล้านคน และในปี 2552 ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 0.5-0.9 % เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะหดตัวในครึ่งปีแรก
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ รายงานด้วยว่า ความจำเป็นสำคัญคือ งบกลางปี เพิ่มเติมปี 52 มีจำกัดไม่เพียงพอสำหรับโครงการลงทุนภาครัฐ การจัดทำงบประมาณขาดดุลปี 52 อยู่ที่ 347,060.52 ล้านบาท การกู้เงินในประเทศมีข้อจำกัดจากเพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ไม่เกิน 20 % ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบเพิ่มเติม 80 % ของงบประมาณรายจ่าย ชำระคืนเงินต้น จึงไม่สามารถกู้ภายในประเทศได้เกินกรอบวงเงิน 441,280.88 ล้านบาท ขณะเดียวกันการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้า สภาพตลาดเงินมีความผันผวน รัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐมีแนวโน้มจะกู้เงินในประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อบริหารสภาพคล่อง รัฐบาลมีสถานะทางเครดิตและช่องทางกู้เงินต่างประเทศในเงื่อนไขและต้นทุนที่ดีกว่า โดยเฉพาะการกู้เงินจากสถาบันการเงินและองค์กรระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ยังได้รายงานว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนธ.ค. 51 คงค้าง 3,471.34 พันล้านบาท คิดเป็น 38.13 % ต่อ จีดีพี เป็นหนี้ระยะสั้น 174.09 พันล้านบาท หนี้ระยะยาว 3,297.25 พันล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ภายในประเทศ 3,055.81 พันล้านบาท หนี้ต่างประเทศ 415.53 พันล้านบาท โดยเป็นเงินสกุล เยน มากที่สุด 64 % เหรียญสหรัฐ 20 % และ ยูโร 16 % ทั้งนี้ ไทยกู้เงินจากธนาคารโลกจนถึงปัจจุบัน จำนวน 8,553 ล้านเหรียญสหรัฐ เงินกู้จาก เอดีบี 5,316 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินกู้จาก เจบิค ประมาณ 2,010,537 ล้านเยน



