
"อาร์พีจี-เอ็ม 79"มาจากเพื่อนบ้าน
หลายคนสงสัยว่าอาวุธที่นำมาใช้ก่อเหตุหรือป่วนเมืองแต่ละครั้งมาจากไหน ทำให้ "รัฐบาล-ศอฉ. มิอาจนิ่งเฉยอยู่ได้ สั่งตั้งทีมปฏิบัติการ ไล่ล่า และตรวจสอบเส้นทางลำเลียงอาวุธ ที่นำมาก่อเหตุ
ที่ผ่านมา “รัฐบาล-ศอฉ.” ถูกตบหน้าด้วยการนำอาวุธสงคราม “อาร์พีจี-เอ็ม 79” มาถล่มยิงสถานที่ราชการสำคัญ หรือบ้านพักบุคคลสำคัญ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในยามนี้ คนร้ายยังสามารถปฏิบัติการได้อย่างหน้าตาเฉย
เห็นได้จากสถานการณ์ล่าสุดที่คนร้ายใช้อาวุธสงคราม “อาร์พีจี” ยิงถล่มใส่คลังน้ำมันสำรองของ “กรมพลาธิการทหารบก” เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายได้ รวมถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่สามารถจับ “ขบวนการบ่อนทำลาย” เหล่านี้ได้
ถ้าหากย้อนไปดูเส้นทางการค้าอาวุธสงคราม “เถื่อน” จะมีอยู่ 3 เส้นทางใหญ่ เส้นทางที่ 1 คือพื้นที่ภาคใต้ มีการค้าขายกันมากในแถบอันดามัน ขบวนการดังกล่าวใช้ “เรือประมง” เป็นพาหนะในการขนอาวุธสงคราม โดยจะผ่านเข้ามายังเส้นทางฝั่ง จ.ระนอง และ จ.ตรัง
เส้นทางที่ 2 คือ พื้นภาคเหนือ มีการลักลอบค้าขายบริเวณตามแนวชายแดน โดยผ่านทาง “รัฐกันชน” หรือเหล่าบรรดาชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน ผ่านทางประเทศเพื่อนบ้านที่เชื่อมต่อกับประเทศไทยในพื้นที่แถบ จ.ตาก
เส้นทางที่ 3 คือ พื้นที่ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มาในลักษณะ “กองทัพมด” สะสมทีละเล็กทีละน้อย โดยเฉพาะอาวุธสงคราม “อาร์พีจี-เอ็ม 79” ที่ฝังหรือซุกซ่อนตามสถานที่พักของในพื้นที่หลายแห่ง โดยอาวุธสงครามเหล่านี้ บางส่วนเล็ดลอดเข้ามาในช่วงสงครามเย็น สงครามเวียดนาม และสงครามกัมพูชา
หากสำรวจลึกลงไปอีกจะพบว่า ขบวนการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน หรือ อาวุธสงคราม เหล่านี้ จะมีการสั่งซื้อผ่าน “เอเย่นต์ใหญ่” ในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะ “นักสะสม” อาวุธสงครามเก่า-ใหม่ รวมไปถึง “เจ้าพ่อ-เจ้าแม่” ที่มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ที่เป็น “เอเย่นต์” ในการติดต่อกับ “เอเย่นต์” อีกฝั่งหนึ่ง
สนนราคาที่มีการซื้อขายกันในช่วงที่สถานการณ์การเมืองไทยยังไม่ร้อนแรง อุปกรณ์ทำลายชีวิตคนพวกนี้ แพงกว่าแฮมเบอร์เกอร์ไม่กี่บาท ระเบิดเอ็ม 67 ตกลูกละ 100-200 บาท แต่พอมาช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ที่การเมืองบ้านเราเดือดปุดๆ ราคาก็ถีบสูงขึ้นเป็นลูกละ 800-1,000 บาท หรืออาจสูงกว่านั้น วงการค้าอาวุธเถื่อนแนวชายแดนคืนชีพในทันที
ส่วน เอ็ม 79 ก่อนหน้านี้ลูกละประมาณ 200-300 บาท ก็พุ่งพรวดเป็น 600-700 บาท
สำหรับราคาอาวุธสงครามแบบ “อาร์พีจี” จากเดิมราคาอยู่ที่ประมาณ 900-1,000 บาท ราคาถีบสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 บาท
อาวุธสงครามที่แพร่หลายอยู่ในเวลานี้ ไม่เฉพาะกองทัพไทยเท่านั้น แต่หมายรวมถึงประเทศในแถบอาเซียน ก็มีอาวุธเหล่านี้ไว้ในกองทัพเหมือนกัน โดยเฉพาะกองทัพของประเทศเพื่อนบ้าน
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของกองทัพ เปิดเผยว่า “อาร์พีจี-เอ็ม 79” ที่คนร้าย หรือกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมืองนำมาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ไม่ได้หลุดมาจากกองทัพ แต่ตลาดอาวุธสงครามเหล่านี้มีหลายแห่ง อาจผ่านเอเย่นต์ หรือผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ รวมถึงบรรดานักสะสมอาวุธ
“อาวุธที่นำมาใช้ก่อเหตุส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมด ไม่ได้มีการซื้อขายแบบเป็นขบวนการ หรือแบบลอตใหญ่ๆ เพราะถ้าหากมีการขบวนการค้าอาวุธจะต้องเป็นงานระดับชาติ หรือการสู้รบกันระหว่างประเทศต่อประเทศ โดยเฉพาะจะมีประเทศที่เป็นมหาอำนาจให้การสนับสนุน แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. น่าจะเป็นการซื้อขายกันธรรมดา เพราะอาวุธดังกล่าวซื้อขายกันง่ายมาก”
ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม กล่าวว่า ลักษณะเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับในพื้นที่ กทม.มีความแตกต่างกันมาก เพราะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการค้าขายกันแบบขบวนการ โดยเฉพาะอาวุธสงครามที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรลับ โดยใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก เนื่องจากจะมีความปลอดภัยมากกว่าทางบก เพราะขณะนี้พื้นที่ทางบกมีการล็อกไว้เกือบทุกเส้นทาง จึงไม่สามารถซื้อขายกันได้คล่องเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา
ทีมข่าวความมั่นคง



