
แล้งกลางฤดูฝน !
"ปีนี้แล้งแค่ไหน ?...ก็แล้งขนาดชาวนาอาจต้องซื้อข้าวกินแหละ"
น้ำเสียงจริงจังออกจากปาก "ลุงอุตสาห์" ชาวนาจาก อ.นาดูน จ.มหาสารคาม หลายเดือนที่ผ่านมา ในฐานะตัวแทนชาวนานั่งอยู่ในคณะกรรมการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลุงอุตสาห์ต้องเดินทางตระเวนเยี่ยมเยียนพี่น้องชาวนาหลายจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อมูลภัยแล้งในพื้นที่จริง ก่อนสรุปสั้นๆ ให้ "คม ชัด ลึก" ฟัง
ย่างเข้ากลางฤดูฝนก็แทบไม่มีความหมาย แสงอาทิตย์ยังแผดเผาแทรกตัวลงในรอยแยกของเนื้อดินทั่วทุ่งนาขอนแก่น ชัยภูมิ เลย มุกดาหาร อุบลราชธานี...ชาวนา "ทุ่งกุลาร้องไห้" บ่นว่า ปีนี้แย่ที่สุดในรอบ 10-20 ปี พื้นนาแห้งแล้งกว้างใหญ่ติดต่อกัน 5 จังหวัด ทั้งร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม และยโสธร แทบไม่มีน้ำฝนหยดลงมาหลายเดือนแล้ว ผู้เฒ่าในหมู่บ้านกำลังลุ้นว่า หลังเข้าเดือนกรกฎาคมแล้วฝนจะตกหรือไม่ เพราะถ้าตกยังพอทำนาหว่านได้ทัน แต่ถ้าไม่มีฝนเลยแปลว่าปีนี้ผืนนาทั่วอีสานจะมีแต่ความว่างเปล่า...
"รัฐบาลเตรียมตัวไว้เลยนะ เพราะถ้าฝนไม่ยอมตกอีก จะเป็นปีที่แล้งที่สุดในรอบ 20 ปี ชาวนารอน้ำฝนมา 2 เดือนแล้ว ไม่มีน้ำปักกล้าข้าวเลย นาดำนี่ไม่ต้องหวังนะ เหลือแต่นาหว่าน ถ้ายังไม่มีน้ำอีกก็ต้องซื้อข้าวกินกันแล้ว ตอนนี้กองทุนฟื้นฟูฯ พยายามช่วยให้ปลูกพืชไร่ระยะสั้น เช่น แตง ถั่ว พริก ฯลฯ แต่พื้นที่ไหนไม่มีสระหรือหนองน้ำสาธารณะก็ปลูกอะไรไม่ได้สักอย่าง ถึงวันนั้นรัฐบาลต้องควักเงินช่วยเฉลี่ยแล้วอย่างน้อยไร่ละ 500-1,000 บาท"
เมื่อฟังตัวเลขเพียงไร่ละ 500 บาทอาจรู้สึกไม่มากนัก เพราะชาวนาคนหนึ่งมีที่นาเฉลี่ย 20-30 ไร่ รวมแล้วต้องจ่ายประมาณ 1-1.5 หมื่นบาทต่อครอบครัว แต่ถ้าเห็นรายงานสรุปผลประเมินปัญหาภัยแล้งของวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา ล่าสุดพบพื้นที่เกษตรประสบภัยแล้ง 44 จังหวัด แบ่งเป็นภาคเหนือ 13 จังหวัด อีสาน 17 จังหวัด ภาคกลาง 2 จังหวัด ตะวันตก 5 จังหวัด และภาคใต้ 7 จังหวัด รวมพื้นที่เสียหายรวม 2.2 ล้านไร่
แต่ที่เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสำรวจยืนยันความเสียหายชัดเจนแล้วมี 9 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 1.4 แสนราย หากนำ 9 ล้านไร่มาคูณกับ 500-1,000 บาท หมายความว่า รัฐบาลต้องควักเงินจ่ายสูงถึง 4,500-9,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ชาวนามีเงินซื้อข้าวกิน
"วรรณี" ชาวนาจากสุพรรณบุรี เล่าว่า ตามปกติสิ้นเดือนมิถุนายน ข้าวนาปรังของภาคกลางจะเริ่มออกรวงเป็นทิวแถวสวยงามแล้ว แต่ปีนี้กรมชลประทานขอความร่วมมือไม่ให้ทำนาปรัง เพราะเกรงว่าน้ำจะไม่พอดื่มกินหรือสำหรับใช้อุปโภคบริโภค ซึ่งพวกเธอก็เข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ปัญหาตอนนี้คือพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้เพื่อนำมาหว่านนั้น กำลังหมดอายุเพราะเก็บไว้นานหลายเดือน หน้าฝนไม่มีน้ำชาวนากล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าหว่านเมล็ดข้าวลงไป เก็บไว้จนมอดกินหรือเริ่มมีกลิ่นเหม็น วันนี้ฝนเริ่มตกลงมาก็ไม่เหลือพันธุ์ข้าวแล้ว ต้องไปหาซื้อกิโลกรัมละ 17 บาท หรือถังละ 170 บาทแทน
"ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำฝน ฝนแล้ง หรือพันธุ์ข้าวเท่านั้น ปีนี้อากาศแปรปรวนมาก ทุ่งนามีแต่ฝูงหนอนเข้ามาทำลายข้าว ตอนนี้เป็นหนอนม้วนใบ หรือหนอนหนังเหนียวเต็มไปหมด ก่อนหน้านี้ก็เจอเพลี้ยกระโดด เพลี้ยหายไปหนอนก็โผล่มาแทน ไม่รู้จะทำอย่างไร" ชาวนาสุพรรณลอบถอนหายใจ
มีรายงานข่าวจากอำนาจเจริญว่า หลังจากไม่มีฝนตกมาติดต่อกัน 3 เดือน หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องรีบซื้อน้ำเอาไปให้วัวควายกิน ก่อนที่จะขาดน้ำตายเพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติแห้งขอดหมดแล้ว แม้ชาวบ้านจะแห่นางแมวกี่รอบฝนก็ไม่ยอมตกลงมาเสียที จากการสำรวจสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศพบว่า ส่วนใหญ่เหลือปริมาณน้ำแค่ร้อยละ 30 เท่านั้น โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างวันละ 0.38 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่น้ำระบายออกจากอ่างวันละ 1.07 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันเหลือน้ำไม่ถึงร้อยละ 9 ของความจุที่เก็บได้ จึงมีคำสั่งห้ามส่งน้ำจากเขื่อนให้พื้นที่เกษตร เพราะต้องกักเก็บไว้เพื่ออุปโภคบริโภค
ในที่ประชุม "รศก." หรือคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้ประเมินสถานการณ์น้ำและปัญหาภัยแล้งว่า นอกจากข้าวแล้วสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น มันสำปะหลังก็อาจจะต้องขอเลื่อนการปลูกออกไปด้วย เพราะล่าสุดพบรายงานภูมิอากาศว่าปัญหา "เอลนีโญ่" ที่ทำให้เกิดภัยแล้งในฤดูร้อนกำลังจะคลี่คลาย แต่ฤดูฝนปีนี้จะมีปัญหาใหม่คือ "ลานีญ่า" หรือพายุที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมยาวนาน
ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศแปรปรวนที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมภัยแล้งหรือภัยน้ำท่วม หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องตระหนักดีว่า การแก้ปัญหาพื้นที่ทำกินของเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องพึ่งพาดินน้ำลมฟ้าอากาศ ล่าสุดมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน 2551 ซึ่งเป็นหนึ่งในความหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ชาวนาไทย
"ธวัชชัย สำโรงวัฒนา" อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ตั้ง "คณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดิน" ของแต่ละจังหวัดขึ้นมา ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทั้งหมด เช่น ดินแล้ง ดินถล่ม ดินเปื้อนสารเคมี ฯลฯ ปีนี้ชาวนากำลังมีปัญหาเรื่องดินแห้งแล้ง กรมพัฒนาที่ดินก็จัดโครงการช่วยชาวบ้านในการปรับปรุงดิน เพื่อแก้ปัญหาดินไม่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงการขุดบ่อน้ำเพื่อการเกษตร และช่วยชาวบ้านคิดหาวิธีชะลอการไหลของน้ำ เป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะจากภาพถ่ายดาวเทียมเห็นชัดว่าเมื่อเดือนเมษายน 2550 แม้จะเป็นหน้าแล้ง แต่น้ำในเขื่อนยังมีปริมาณเหลืออยู่พอสมควร แต่เมื่อเปรียบเทียบฤดูฝนของปีนี้ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา จะพบว่าน้ำในเขื่อนแทบไม่เหลือเลย
"จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้กรมพัฒนาที่ดินมีข้อมูลว่า ควรปรับปรุงบริเวณใดอย่างเร่งด่วน เช่น โครงการพัฒนาเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 2.7 หมื่นไร่ ในปี 2554 จะเริ่ม 1.3 หมื่นไร่ แต่ต้องคำนึงว่ารัฐบาลจะแบ่งงบประมาณให้เรื่องนี้จำนวนเท่าไร เป้าหมายคือแก้ปัญหาพื้นที่เกษตรกรรมให้สามารถทำประโยชน์ได้ตลอดปี แม้จะเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกหน่วยงาน" ธวัชชัยแนะนำทิ้งท้าย



