ข่าว

บทเรียนจากการรบ : พลเอกหาญ ลีนานนท์ (๑)

บทเรียนจากการรบ : พลเอกหาญ ลีนานนท์ (๑)

05 ก.ค. 2553

“ฝ่ายเรา กำลังพลเรือน ตำรวจและทหาร ติดยึดอยู่กับยุทธศาสตร์สมานฉันท์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมือง และมีการสั่งเป็นทางการลงไปถึงหน่วยกำลังในสนาม ดังเช่นข่าวเปิดใน นสพ.มติชน ประจำวันที่ 10 มีนาคม 2550 หน้า 16 ทหารนาวิกโยธินตอบผู้สื่อข่าวว่า

 “ไม่มั่นใจว่าจะใช้แนวทางใดในการทำงาน เพราะถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง”

 พลเอกสุรยุทธ์ถามว่า ใครเป็นคนสั่ง ก็คิดว่าเขาคงจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ใครเป็นคนสั่งเขา”

 นี่คือบางส่วนแห่งบทความ “บทเรียนจากการรบ ตอนกลลวงของโจร” ซึ่ง พลเอกหาญ ลีนานนท์ เขียนลงในมติชนรายวัน ศุกร์ที่ 6 เมษายน 2550 ซึ่งผู้รับผิดชอบในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ หรือทหารสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความใส่ใจพินิจพิเคราะห์เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาอธิปไตยของชาติ

 ไม่เพียงแต่ความเข้าใจต่อ “ยุทธศาสตร์สมานฉันท์” เท่านั้น บทความนี้ยังนำเสนอประเด็นอื่นๆ ที่มีคุณค่าอีก ซึ่งท่านปรารภว่า “ด้วยความหวังว่า ประสบการณ์ของผู้เขียนจะช่วยให้พี่น้องลูกหลานช่วยแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองให้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน เพื่อให้พวกเรารู้ทางโจรได้สำเร็จ ทหาร ตำรวจ ชาวบ้านพุทธ มุสลิม และพระ เณร จะได้เลิกตายรายวันเสียที”

 เรื่องราวความรุนแรงที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ ณ ดินแดนปลายด้ามขวานทุกวันนี้ มีทั้งด้านที่สังคมไทยเคยมีประสบการณ์มาก่อน และมีทั้งด้านที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่กระนั้นทั้งสองด้านต่างมีความเกี่ยวข้องเป็นเอกภาพที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

 ทั้งสองด้านที่รวมเป็นหนึ่งเดียวนี้ ทหารแห่ง “กองทัพแห่งชาติ” ทุกท่านสมควรภาคภูมิใจว่า ในอดีตที่เพิ่งผ่านเลย พวกเราได้เคยนำพาประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติที่ถึงขั้นอาจ “สิ้นชาติ” มาแล้วอย่างสง่างาม จนสามารถนับเข้าเป็น “เกียรติประวัติ” อันน่าภาคภูมิใจยิ่งสำหรับความเป็นทหารของชาติ ทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทหารของประชาชน

 ประสบการณ์สงครามครั้ง “การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์”

 ย้อนรำลึกถึงเกียรติประวัติครั้งนั้น ย้อนรำลึกถึงประสบการณ์ครั้งนั้น แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมแก่ภารกิจเกียรติยศของเราครั้งนี้ให้จงได้
 เริ่มจากประสบการณ์ด้านที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน...

 ยังพอจดจำกันได้ไหม เมื่อครั้งที่กองทัพแห่งชาติแกนนำในการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์หลงวนเวียนอยู่ใน “กับดักแห่งความรุนแรง” หลังวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม 2508 ที่ พคท.เริ่มใช้อาวุธเพื่อยึดอำนาจรัฐ แล้วเราก็ตอบโต้ด้วยมาตรการทางทหาร “สืบให้ทราบ ค้นให้พบ ฆ่าให้เรียบ” แต่กลับกลายเป็นว่า “ยิ่งปราบยิ่งมาก ยิ่งตียิ่งโต”

 เราหลงอยู่ในวังวนแห่งความรุนแรงเช่นนี้พร้อมกับความรู้สึกท้อแท้ในระยะหลัง แต่แล้ว “ป๋าเปรม” ก็นำความคิดใหม่ในการแก้ปัญหาสำคัญของชาติครั้งนั้นมาเสนอแก่พวกเรา

 “การเมืองนำการทหาร”

 ยังจำกันได้ไหมว่า ในชั้นแรกพวกเรารับรู้นโยบายใหม่ครั้งนี้ด้วยความสับสนและงุนงง กระทั่งทำอะไรไม่ถูก และหากผู้สื่อข่าวมาสอบถามความรู้สึกของพวกเรา คำตอบก็คงคล้ายกับที่ทหารนาวิกโยธินได้ตอบคำถามแนวทางในการทำงานที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกวันนี้ว่า

 “ไม่มั่นใจว่าจะใช้แนวทางใดในการทำงาน เพราะถูกห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง”

 แต่ไม่นานนักพวกเราก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของ “การเมืองนำการทหาร” เมื่อมีการ “ทำงานทางความคิด” กันอย่างเข้มข้นจริงจัง กระทั่งศักยภาพทั้งส่วนตัวและทั้งหน่วยทหารทุกระดับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวแล้วเดินหน้าด้วยความเชื่อถือศรัทธาในแนวทางใหม่นี้ พวกเราครั้งนั้นเริ่มมองเห็นแสงสว่างแห่งสันติภาพ มองเห็นชัยชนะร่วมกันของทุกคนในแผ่นดิน

 ยังจำกันได้ไหมว่า ทันทีที่เอกภาพทางความคิดเกิดขึ้น กองทัพแห่งชาติก็เปิดฉาก “การรุกทางการทหาร” ต่อฐานที่มั่นและกองกำลังติดอาวุธของ พคท.อย่างขนานใหญ่ จากเหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก จากยอดภูถึงก้นหุบเหว

 “การเมืองนำการทหาร” ครั้งนั้น จึงมิได้หมายความว่า เลิกใช้มาตรการทางทหาร

พลเอกบัญชร ชวาลศิลป์