
ถึงเวลา"ตัดหางอีลิทคาร์ด กับ สสปน.""ปล่อยวัด"หรือยัง ?
นอกจากธุรกิจการท่องเที่ยวในภาพรวม ที่ผมมักเขียนถึงค่อนข้างบ่อยแล้ว มีอีก 2 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย ที่ผมมักจะเขียนถึงเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะธุรกิจที่ประสบความล้มเหลวชนิดผู้บริหารต้อง แบมือถือกะลา ขอเงินจากรัฐบาลไปเยียวยามาปีแล้วปีเล่า จนไม่รู้ว่าจะได้ผุ
ธุรกิจแรกคือ บัตรอีลิทคาร์ด ที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ตั้งขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อและถือเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแล้วจะได้รับบริการเยี่ยง “เทวดา” นั้น เป็นธุรกิจที่ภาคเอกชนน่าจะเป็นผู้ลงทุนทำ ซึ่งจะพลิกแพลงอย่างไรก็ได้ แต่รัฐบาลเอามาทำ เพราะต้องการยัดคนของตัวเองเข้าไปกินเงินเดือนและอื่นๆ ในองค์กรแห่งนี้ ผลก็คือเจ๊งวินาศสันตะโร จนผมต้องขอให้รัฐบาลนี้ “ยกเลิก”ซะ โดยจะโอนไปอยู่กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือขายให้เอกชนก็แล้วแต่สะดวก ไม่ควรทิ้งคาราคาซังเอาไว้
ข่าวล่าสุดบอกว่าต้นเดือนกรกฎาคมนี้แหละครับ ผู้บริหารชุดใหม่ของอีลิทคาร์ดจะเสนอ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้พิจารณาว่าจะเอาอย่างไรดี คือประกาศขายไปนมนามแล้วไม่มีนักธุรกิจหน้าโง่ทั้งไทยและเทศมาซื้อครับ แต่ก็จะพยายามขายอีกให้ได้ ผมขอแนะนำว่า รัฐบาลควรจะฉวยจังหวะ “ปฏิรูปปฏิคลำ” นี่แหละครับ ยุบธุรกิจนี้ แล้วโอนคนโอนงานให้ ททท.เขาไปครับ
อีกธุรกิจหนึ่งที่ผมเห็นว่า ไม่น่าจะมีอยู่ต่อไปก็ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ซึ่งมีหน้าที่ชักชวนหรือกระตุ้นให้นักธุรกิจจากต่างชาติเข้ามาจัดงานแสดงสินค้า หรือจัดประชุมสัมมนากันในประเทศไทย โดยอ้างว่าเพื่อช่วยดึงผู้คนจากต่างชาติเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยทางอ้อม ผมมีข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นยุคที่ภาคเอกชนในด้านนี้ยังไม่แข็งแกร่ง ก็สมควรมีครับ แต่เดี๋ยวนี้ภาคเอกชนทำธุรกิจจัดนิทรรศการและสัมมนาจนเป็นหลักเป็นฐาน ขยายธุรกิจกันอย่างน่าชื่นใจ ภาครัฐจึงควรวางมือปล่อยให้เอกชนเขาทำกันครับ ไม่ใช่ไปทำงานแข่งกับภาคเอกชน หรือซ้ำซ้อนกับงานของ ททท.
หน่วยงาน สสปน.ที่ว่านี้ก็มีปัญหาในด้านการเงินไม่ต่างจาก อีลิทคาร์ดหรอกนะครับ คือมีแต่จ่ายออกไป ส่วนรับเข้ามาเป็นเม็ดเงินผมยังไม่เห็นข่าว หากจะมีก็ใช้วิธีประมาณตัวเลขจากกิจกรรมการจัดนิทรรศการ หรือจัดประชุมที่ภาคเอกชนเขาไปลากลูกค้ามาจากต่างประเทศบ้าง หรือในประเทศบ้าง แล้วก็มาตีขลุมว่าในแต่ละปีที่ผ่านมามีคนเข้ามาประชุมเท่าไหร่ ประเมินว่าน่าจะไม่มีรายได้เท่าไหร่ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ธุรกิจนี้ได้ผลกระทบเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่หลังเหตุการณ์การเมืองสงบ ผมยังไม่เคยเห็นภาคเอกชนเขาแหกปากร้องสักแอะเดียว
ผมเคยเขียนถึง สสปน.ครั้งล่าสุดตอนที่ของบประมาณปี 2555 ไปยังรัฐบาล 1,400 ล้านบาท ต่อมาสำนักงบประมาณตัดไปเกือบครึ่งได้มาสัก 700-800 ล้านบาท ตอนนี้ก็รอว่าสภาจะว่ายังไง ปรากฏว่าจันทร์ที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา สสปน.ก็ทำเรื่องของบกลางจากรัฐบาล 200 ล้านบาท ก็ข้ออ้างเดิม ๆ คือจะทำแผนอะไรต่อมิอะไรเพื่อกระตุ้นธุรกิจด้านนี้ รัฐบาลท่านเจียดให้ไป 40 ล้านบาท พูดอย่างชาวบ้านร้านตลาดก็ต้องบอกว่า ให้อย่างเสียไม่ได้-ว่างั้นเถอะ จริงๆ แล้วรัฐบาลไม่น่าฝืนใจให้ไปนะครับ
ผมคิดว่าคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีน่าจะตั้งคณะทำงานมาพิจารณาทบทวนหน่วยงานแห่งนี้ได้แล้วครับ ว่าสมควรที่จะต้องมีต่อไปไหม ที่ผ่านมาทำอะไรให้รัฐบาลได้บ้าง ผมนั่งดูแผนงานที่เตรียมสำหรับใช้เงินแต่ละบาทแล้ว บางเรื่องก็ซ้ำกับงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เขานะครับ หากเป็นอย่างนี้ก็น่าจะโอน สสปน.ไปสังกัด ททท.เสียเลยไม่ดีหรือครับ จะทำได้ทำงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณว่าปีนี้จะได้เท่าไหร่น้อยไปมั้ย อย่างที่กำลังประสบอยู่ในตอนนี้ เป็นไปได้ไงของบประจำปีไป 1,400 ล้านบาทก็ตัดเหลือ 700-800 ล้านบาท ของบกลางปีไป 200 ก็ให้มาแค่ 40 ล้านบาท…
หากผมเป็นผู้บริหารของ สสปน. ผมเปิดตูดไปนานแล้วครับ…จัดสรรงบประมาณเหมือนไม่เต็มใจให้แบบนี้ ดูถูกฝีมือกันนี่หว่า อยู่ไปก็อายเขาเปล่าๆ !
ภาณุมาศ ทักษณา



