ข่าว

นายกฯอภิสิทธิ์อยากเห็นขรก.เลิกระบบอุปถัมภ์

นายกฯอภิสิทธิ์อยากเห็นขรก.เลิกระบบอุปถัมภ์

23 มี.ค. 2552

“นายกฯอภิสิทธิ์” อยากเห็น ขรก.รุ่นใหม่ทำงานแบบบูรณาการ มองข้ามระบบอุปถัมภ์ที่มีแต่เรื่องทุจริตคอรัปชั่น พร้อมกับให้ความมั่นใจข้าราชการสถานะกองทุน กบข.ไม่เจ๊ง เร่งตรวจสอบการทุจริต

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงาน ก.พ.นนทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง “ ข้าราชการรุ่นใหม่กับการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน ” ให้กับตัวแทนข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆจำนวน 600 คน

  โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า การบริหารราชการในยุคปัจจุบัน มีหลายประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ คือ 1.ปัญหาที่เป็นผลสืบเนื่องจากโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ปัจจุบันเป็นปัญหาต่อเนื่องที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรื่องการค้าการลงทุนและวัฒนธรรม ดังนั้นถ้าเรายังมองปัญหาอยู่ในกรอบของตัวเองก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ และถ้าเราไม่เข้าใจบริบทของโลกาภิวัตน์การทำงานก็จะไม่ประสบความสำเร็จ 2.การเน้นในเรื่องของประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ ซึ่งข้าราชการรุ่นใหม่ต้องตระหนักว่าการทำงานในโลกปัจจุบันจะต้องเข้าใจและคำนึงถึงจุดนี้อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้จะต้องหาความพอดีปรับระดับมาตรฐานในการทำงาน ควบคู่ไปกับการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้เกิดความเป็นธรรม 3. ความยั่งยืนที่ผูกพันกับสิ่งแวดล้อม โดยกระบวนการในการพัฒนาในอนาคตจะคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะสั้นและระยะกลางไม่ได้ ต้องคำนึงถึงผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตด้วย

 นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ข้าราชการรุ่นใหม่ที่ดีจะต้องใฝ่รู้และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลเก่าและใหม่มหาศาลที่ต้องเรียนรู้ ต้องรู้จักฝึกฝนตัวเองให้รู้จักคิดและวิเคราะห์กลั่นกรอง รู้จักการใช้เหตุผล รู้จักที่จะรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น มีการพัฒนาตลอดเวลาไม่หยุดอยู่กับที่ และต้องมีการสื่อสารกับสังคมว่าได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือ เพราะในยุคนี้ยากที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน ถ้าไม่รู้จักสื่อสาร ทั้งนี้ตนอยากเห็นคนรุ่นใหม่มีความครบถ้วนเรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน ที่ประกอบไปด้วยหลักคุณธรรม จริยธรรม และยอมรับว่าในสังคมเรามีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี และตนอยากเห็นข้าราชการรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงระบบอุปถัมภ์ที่มีการทุจริตคอรัปชั่น

 “อยากให้ข้าราชการรุ่นใหม่รู้จักการบูรณาการในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ มากกว่าจะมองถึงภารกิจของหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 จากนั้น ได้เปิดให้มีการซักถาม ซึ่งข้าราชการคนหนึ่งแสดงความไม่สบายใจถึงปัญหาเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ชี้แจง ว่า ตนกำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลมาดูในเรื่องของตัวเลขที่เกิดความเสียหายในการลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้เกิดความชัดเจน และดูว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของข้าราชการจะไม่ได้รับผลกระทบ

 “ซึ่งคำชี้แจงที่ผมได้รับมาเบื้องต้นในเรื่องของการขาดทุน ถึงขั้นเจ๊งนั้น ยืนยันว่าสถานะของกองทุนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจรติไม่โปร่งใสใน กบข. ผมขอยืนยันว่าจะมีการสอบสวนเพื่อให้เกิดความกระจ่างอย่างเต็มที่ ” อภิสิทธิ์ กล่าว
 
 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้ตอบข้อซักถามของข้าราชการคนหนึ่งว่า เมื่อไหร่ประเทศไทยจะมีผู้นำทางการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาอีก ว่า ปัจจุบันก็มีคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจเข้ามาเป็นนักการเมืองจำนวนมาก แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะมีคนตัดสินใจเข้ามาเล่นการเมือง เพราะมีเรื่องของความมั่นคงและความต่อเนื่องในการทำงาน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเผชิญกับคดียุบพรรคมาแล้วครั้งหนึ่ง และขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับคดียุบพรรคภาค 2 ในเร็วๆ นี้ การเมืองไม่ใช่งานประจำที่จะไต่เต้าได้อย่างเป็นระบบ ขึ้นอยู่กับความชอบ ความสนใจและความถนัด ซึ่งปัญหาไม่ใช่ว่าคนอายุน้อยจะเข้ามาหรือไม่ แต่ปัญหาคือการเข้ามาแล้วถูกกลืนโดยระบบ นอกจากนี้ ยังต้องมีการสนับสนุนจากประชาขนอย่างต่อเนื่องด้วย ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนก็ทำงานยาก
 
 “ปัจจุบันการเมืองก็แบ่งฝ่ายกันมากขึ้น ผมก็เตือนทุกคนว่าถ้าก้าวเข้ามาเป็นนักการเมืองแล้ว ก็เท่ากับมีความชั่วเพิ่มขึ้นเพราะมีคู่ต่อสู้คอยจับผิด อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาก็มีตั้งแต่เรื่องสมัยที่ผมเรียนหนังสือ แต่งงาน หรือเป็นทหาร ดังนั้นถ้าจะเข้ามาอยู่ในการเมืองสิ่งแรกก็ต้องฝึกในเรื่องของความอดทนอดกลั้นและการถูกโจมตี รวมถึงความเสี่ยงต่างๆเช่นการโดนปาไข่ ซึ่งวันนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพไปแล้ว ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 
 นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบข้อซักถามของข้าราชการคนหนึ่งถึงการส่งข้อความผ่านระบบ SMS แต่ไม่ได้รับการตอบกลับจากนายกรัฐมนตรี ว่า ที่ผ่านมาเมื่อถูกร้องเรียนถอดถอนทุกอย่างก็หยุดทั้งหมด จนกว่า ปปช.หรือ กกต.จะตัดสิน ซึ่งถ้าศาลตัดสินเรียบร้อยว่าไม่ผิดตนก็จะเจรจาในขั้นต่อไปที่ทางเครือข่ายโทรศัพท์ได้เก็บข้อมูลไว้ ก็จะลองเอามาใช้ในการส่งข้อมูลกลับ แต่จะต้องมีการทำเป็นสัญญาที่ชัดเจนเพราะในช่วงที่ทำเบื้องต้นนั้นเป็นการขอความร่วมมือเพียงครั้งแรกครั้งเดียว แต่ถ้า ปปช.หรือ กกต.ตัดสินว่าผิดตนก็คงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว คงต้องรอคนใหม่ ส่วนที่มีประชาชนส่งข้อมูลหรือคำแนะนำต่างๆมาทางอีเมลล์หรือไฮไฟว์นั้น ช่วงนี้กำลังปรับปรุงอยู่ คาดว่าสัปดาห์หน้าคงจะเรียบร้อย และพร้อมจะตอบกลับทุกข้อความ
 
 นายอภิสิทธ์ ยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพ ว่า จะพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐทั้งระบบ ส่วนสาเหตุที่ไม่จัดสรรเบี้ยยังชีพให้ข้าราชการบำนาญ เพราะได้รับการสนับสนุนด้านสวัสดิการแล้ว และยอมรับว่ามีงบประมาณไม่เพียงพอ แต่โครงการเบี้ยยังชีพต่อไปจะพัฒนาให้เป็นระบบบำนาญ ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับเงินก้อน แต่ในอนาคตทุกคนต้องเริ่มเรื่องของการออม เพราะปัจจุบัน 500 บาทเป็นเหมือนเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้