
มาร์คเมินแนวคิดรบ.แห่งชาติบิ๊กจิ๋วแย้มคงฉุกเฉินบางจว.
"นายกฯ"เมินรัฐบาลแห่งชาติของ"จิ๋ว"ระบุปัญหาชาติแก้ได้หากปชช.ร่วมมือ แย้มเลิกข้อกำหนดบางข้อ ในจว.ที่ไม่ได้เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ย้ำไม่ใช่เป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายตรงข้าม องอาจเผยปชช.แห่โทร.ร้องทุกข์ ปลื้มรบ.จัดช่องทางฮัลโหลคลายเครียด นริศรา ฟุ้งปปช.เทใจให้
(4 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ว่า พล.อ.ชวลิต ก็เสนอลักษณะนี้มาโดยตลอด ตนไม่ค่อยแน่ใจว่ารูปแบบที่พูดคืออะไร แต่ตนยังมองว่าตอนนี้กลไกทางการเมืองที่เป็นเรื่องของรัฐบาลเป็นไปตามกระบวนการรัฐสภา และไม่เกินปีกว่าๆจะมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า วิกฤตประเทศจะแก้ได้ด้วยอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แก้ด้วยพี่น้องคนไทยร่วมมือกันในการเคารพกฎหมาย และความแตกต่างรวมทั้งไม่ใช้ความรุนแรง
ยันยังคงพรก.ฉุกเฉินไว้บางจังหวัด างสถานการณ์ยังไม่นิ่ง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า เป็นธรรมดา เพราะทุกคนอยากเห็นทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งข้อห่วงใยคือการไปจำกัดและละเมิดสิทธิของประชาชน ซึ่งมีหลายพื้นที่ที่ยกเลิกและอีกหลายพื้นที่ที่ไม่ได้ยกเลิก แต่จะมีการยกเลิกข้อกำหนดบางอย่าง เพื่อเป็นการผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนหากมีประเด็นที่คิดว่ามีการละเมิดสิทธิโดยผลของการมีพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตรงไหนที่คิดว่าเดือดร้อนจริงสามารถที่จะสะท้อนเข้ามาได้ เพราะสามารถปรับแก้ได้ตลอดเวลา
เมื่อถามว่า มีการอ้างว่ามีการใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไปกดดันฝ่ายตรงข้ามในการดำเนินกิจกรรทางการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี ตนได้ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการกดดันทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องมีประสิทธิภาพ
“องอาจ”เผยปชช.ปลื้มรบ.จัดช่องทางฮัลโหลคลายเครียด
เมื่อเวลา10.00นผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า สำหรับบรรยากาศการจัดงานตามโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งถือเป็นวันที่ 4 นั้น ปรากฎว่าบรรยากาศยังเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยมีนายกฯและรัฐมนตรีมาร่วมรับโทรศัพท์เพื่อรับฟังความคิดเห็นด้วยตัวเอง อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ และ น.ส.นริศรา ตันชวาลพิทักษ์ รมช.ศึกษาธิการ
ทั้งนี้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนใหญ่ประชาชนจากต่างจังหวัดโทรศัพท์เข้ามาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและร้อง เรียนเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ปัญหาหนี้นอกระบบ ลูกไม่สบายเงินเดือนไม่พอใช้ และบ้างสายได้แสดงความดีใจที่ รัฐบาลเปิดสายให้โทรศัพท์ได้แสดงคงวามคิดเห็นและร้องเรียนปัญหาอย่างนี้ เพราะเกิดความเครียด พอได้โทรศัพท์มาพูดคุยก็คลายเครียดลงไปได้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาทั่ว ๆ ไป เช่น ปัญหาโรงเรียนยังเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอยู่ และปัญหาข้าราชการบำนาญที่ได้รับเงินบำนาญไม่พอใช้ จึงเรียกร้องขอให้รัฐบาลเพิ่มเงินดังกล่าว อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ถือเป็นปัญหาส่วน หนึ่งของประชาชน และถือว่าเป็นช่องทางที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและสื่อสารกับรัฐบาล ได้ เพื่อรัฐบาลจะได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป
อ้อนคนกรุงขอ1เสียงให้รบ.ลุยทำงานในสภา
นายองอาจ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปสื่อว่า ขณะนี้องค์กรสื่อมีความเคลื่อนไหวภายในกันเองพอสมควร และมีการปรึกษาหารือร่วมกัน โดยมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นและเสนอข้อมูลมายังรัฐบาล ในขณะที่คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประสานกับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ทั้ง 5 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายองค์กรวิชาชีพสื่อ เครือข่ายด้านวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน(เอ็นจีโอ) ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป อย่าง ไรก็ตามเท่าที่ตนเดินทางไปร่วมในพีธีสาบานตนของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และได้มีโอกาสพบกับผู้นำและตัวแทนของประเทศต่าง ๆ หลายคนต่างให้กำลังใจและเข้าใจการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งพร้อมที่จะให้การสนับสนุนรัฐบาลไทย นอกจากนั้นยังได้แสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา อย่างแท้จริง ทั้งนี้ไม่มีการซีกถามเรื่องการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะถือว่าเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ
นายองอาจ ยังกล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 6 ว่า ในส่วนของวพรรคประชาธิปัตยืเน้นกลยุทธ์ในการเข้าถึงประชานให้ได้มากที่สุด เพื่อนำเสนอผู้สมัครของเรา และเท่าที่ลงพื้นที่ยังไม่พบปัญหาอุปสรรคอะไร มีเพียงประชานในพื้นที่บ่างส่วนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และบางคนแสดงความคิดเห็นด้วยอารมณ์ แต่ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนรับฟังซึ่งกันและกัน
ส่วนกรณีที่นายจุตพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยชูนโยบายเลือกนายก่อแก้ว พิกุลทอง เพื่อเป็นของขวัญให้นายใหญ่ เพราะไปเพิ่ม 1 เสียงให้รัฐบาลก็ไม่มีความหมายอะไรนั้น นายองอาจ กล่าวว่า คิดว่าหนึ่งเสียงที่เพิ่มให้รัฐบาลเป็นเสียงที่มีคุณค่า เพราะความจริงแล้วรัฐบาลไม่ได้มีเสียงมากในสภาเท่าไหร่นัก จึงมีความจำเป็นต้องคงเสียงในสภาไว้ให้ได้เท่าเดิมเพื่อจะให้การทำงานในสภา เป็นไปด้วยความราบรื่น และมากพอที่จะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ดังนั้นหนึ่งเสียงนี้จึงเป็นเสียงที่มีคุณค่าและมีความหมาย อยากให้ประชาชนช่วยสนับสนุนด้วย
เมื่อถามว่า ถึงมองว่าการที่พล.อ.ชวลิต เสนอให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมืองสอดคล้องกับกรณีที่มีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯประกาศจะเดินทางกลับประเทศไทยปลายปีนี้อย่างไร นายองอาจ กล่าวว่า ตน ยังมองว่าพล.อ.ชวลิตมีเจตนาดีที่เสนอข้อคิดเห็นที่จะแก้ไขปัญหาให้ประเทศ ชาติ และได้เสนอความคิดเห็นในลักษระนี้มาโดยตลอด ซึ่งเราก็เคารพในความคิดเห็นนั้น ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่สังคมจะต้องช่วยกันพิจารณาว่าเป็นข้อเสนอ ที่เป็นไปได้หรือไม่
ด้านนส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการรับโทรศัพท์ในโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย วันที่สี่ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนรับสายโทรศัพท์หกสายพบว่าผลตอบรับค่อนข้างดีโดยประชาชนชื่นชมการทำงานของนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล โดยเฉพาะแผนปรองดองแห่งชาติ โดยเป็นการโทรศัพท์จากภาคอีสาน คือ.จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด โดยครูกศน.จากจ.ร้อยเอ็ดแจ้งมาว่าตอนนี้เปลี่ยนอาชีพมาทำนาแล้ว และต้องการโครงการถนนปลอดฝุ่นในพื้นที่นครราชสีมา ภาคกลางจากจ.อยุธยา ภาคใต้ คือ จ.ภูเก็ต แต่ปัญหาที่ประชาชนสะท้อนมา คือ หนี้นอกระบบที่ลงทะเบียนไม่ทัน และมีความกลัว
นส.นริศรา กล่าวต่อว่า ส่วนประชาชนที่โทรศัพท์เรื่องการศึกษานั้นพบว่า ผู้ปกครองรายหนึ่งจากเขตบางบอน กทม.แจ้งว่าโรงเรียนเอกชนที่ร่วมโครงการเรียนฟรี 15 ปีนั้น แต่ให้ข้อมูลผิดพลาดกับผู้ปกครองและนักเรียนทำให้เข้าใจว่ารัฐบาลช่วยเหลือน้อย และต้องเก็บเงินจากผู้ปกครองเยอะ ส่วนเรื่องการเมืองนั้นมีบางรายกล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า เมื่อเข้าใจความจริงจากข้อมูลของรัฐบาลก็เห็นว่าจะสนับสนุนรัฐบาลนี้ต่อไป เมื่อถามว่าประชาชนสะท้อนความเห็นกับการปฏิรูปประเทศไทยบ้าง นส.นริศรา กล่าวว่า ประชาชนระบุว่าจะร่วมมือเต็มที่ พร้อมให้ความเห็นต่างๆกับรัฐบาล เช่นโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ โครงการแก้ไขหนี้สินครู โครงการเรียนฟรี15ปี แต่โครงการเหล่านี้อาจจะมีผลปฏิบัติที่ไม่ทั่วถึง
"พร้อมพงศ์”จี้ครม.-พรรคร่วมยกเลิกใช้ฉุกเฉิน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ เปิดโครงการเปิดสาย 6 วัน 63 ล้านความคิด พรรคมอง ว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างภาพ ทั้งนี้จากการติดตามและประเมินผลสรุปว่าหากรัฐบาลนำปัญหาที่กำลังประสบโดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชน เช่น ราคาสินค้าแพงไปแก้จะดีกว่าการสร้างภาพรายวันรายวันเท่านั้น
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า การที่นักวิชาการและหลายฝ่ายให้ยกเลิกการใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลได้รับฟังหรือไม่ และเชื่อว่า เรื่องนี้เป็นหนึ่งใน 63 ล้านความคิด ซึ่งตนอยากทราบว่าการประชุมค.ร.ม.วันที่ 6 ก.ค.จะนำความเห็นเรื่องนี้ไปแก้ไขปัญหาหรือไม่ โดยวันนี้รัฐบาลกำลังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นกฎหมายสูงสุด ในการปกครองสูงสุดในการบริหารประเทศไปแล้ว
" ถ้ารัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายสบายใจ ผมขอเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลให้ยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงเวลาหรือยังที่นักเลือกตั้งที่มาจากประชาชนจะต้องพิจารณาและมีมาตรการเพื่อการยกเลิก อย่ายอมเป็นตรายางให้รัฐบาลที่มีผู้นำที่ปากเรียกร้องอย่างหนึ่งแต่เวลาทำก็อีกแบบหนึ่ง อยากลากพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป



