
อภิสิทธิ์เผยกก.ชงแก้ไขปัญหาไข่แพง3ระยะพรุ่งนี้
"นายกฯ"เผยกก.แก้ไขปัญหาไข่แพงเตรียมชงแนวทางแก้ไข 3 ระยะวันพรุ่งนี้ ชี้ลดค่าไฟ รถเมล์ รถไฟ และก๊าซหุ้งต้ม ให้ถาวรไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง อ้างเพราะลงถึงปชช.ตรงมากที่สุด ลั่นไม่กระทบนโยบายการเงินการคลังประเทศ พร้อมให้เวลา 6 ด.ศึกษาข้อดัข้อเสียก่อนฟันธงตัดสิ
(4 ก.ค ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" กล่าวปัญหาราคาไข่ไก่ที่มีราคาจำหน่ายในท้องตลาดที่สูง ว่า ปัญหาราคาไข่ไก่ในท้องตลาดที่สูง ส่วนหนึ่งมาจากมีการปรับโครงสร้างในมาตราการต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ การนำเข้าแม่ไก่ และการบริหารจัดการปริมาณไข่ในตลาด วึ่งเดิมที่ดำเนินการกันอยู่เนื่องมาจากราคาไข่ไก่มีราคาที่ตกต่ำส่งปัญหาให้กับเกษตรกร แต่ในขณะนี้ปัญหากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ ราคาไข่ไก้ในท้องตลาดมีราคาที่สูงขึ้น ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการรปรับระบบ โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมของคณะกรรมการที่ดูแลในเรื่องนี้จะประชุมเพื่อเสนอมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น และระยะกลาง และระยะยาว โดยมาตรการระยะสั้นนั้นจะมีการปรับระบบที่จหาวิธีที่จะให้ไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมทั้งมาตรการยืดอายุไก่ไข่ออกไป เพื่อเพิ่มปริมาณไขไก่ในตลาดให้มากขึ้น รวมทั้งจะต้องมีการศึกษาปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การนำเข้าแม่ไก่ที่เป็นแม่พันธุ์ และมาตรการอื่นๆ โดยจะมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญที่ไม่มีส่วนได้เสียมาดูแล
ชี้รถเมล์รถไฟฟรีถาวรไม่ให้เกี่ยวการเมือง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายเกี่ยวกับกรณีนโยบายลดภาระค่าครองชีพประชาชนในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ให้เป็นนโยบายถาวร ว่า หลังเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา( 6 ก.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติต่ออายุการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องค่าไฟฟ้า รถเมล์ และรถไฟ ให้ไปถึงสิ้นเดือนธันวาคม ส่วนกรณีก๊าซหุ้งต้มที่จะหมดอายุในสิ้นเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติต่ออายุไปจนอีก 6 เดือน ในการตรึงราคาทั้งก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจี อย่างไรก็ตามหลังจากที่รัฐบาลได้ตัดสินใจในเรื่องออกไป ก็ได้มีข่าวออกมาว่าครม.จะตัดสินใจประกาศนโยบายการช่วยเหลือประชาชนให้เป็นนโยบายถาวร ซึ่งได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างในแนวคิดดังกล่าว ทั้งที่เห็นด้วยและคัดค้านแนวคิดดังกล่าว รวมทั้งยังตำหนิว่านโยบายดังกล่าวเป็นเรื่องของนโยบานยประชานิยม และอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศในอนาคต อีกทั้งจะไปบิดเบือนกลไลตลาดได้ นโยบายดังกล่าวนี่ตนอยากจะชี้แจง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องราคาจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ เช่น กรณีของแอลพีจีที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งที่มาก๊าซแอลพีจี หรือก๊าาซหุ้งต้มที่ใช้อยู่ประเทศไทยในเวลานี้ มาจากสองแหล่ง คือ แหล่งที่มาจากภายในประเทศ ซึ่งมีราคาซื้อขายในราคาเดียวกับในตลาดโลก เรื่องนี้ก็มีถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าราคาที่มีการซื้อขายกันอยู่นี้จำเป็นที่จะต้องใช้ในราคาเดียวกับตลาดโลกหรือไม่
"ในเรื่องนี้ส่วนตัวก้เป็นคนหนึ่งที่ยืนยันว่า ถ้าทรัพยากรดังกล่าวมีปริมาณเพียงพอสำหรับคนไทยที่ใช้อยู่ภายในประเทศ ผมถือว่าคนภายในประเทศควรจะต้องสามารถซื้อในราคาที่มีความเหมาะสม โดยไม่ต้องไปอิงกดับราคาในตลาดโลกเสมอไป เนื่องจากราคาก๊าซหุ้งต้มไม่สินค้าฟุ่มเฟือย และพี่น้องประชาชนก็ใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ แต่ที่เกิดปัญหา คือ การใช้ก๊าซแอลพีจีนั้น ได้มีใช้เกินจากปริมาณการผลิตภายในประเทศที่สามารถผลิตได้ ดังนั้นจึงต้องมีการนำเข้าจากประเทศ และเมื่อต้องนำเข้าจากต่างประเทศจึงมีราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้รัฐบาลรัฐบาลจะต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันไปชดเชยในส่วนนี้ " นายกฯ กล่าว และว่า จากปัญหาเรื่องนี้ที่ประชุมครม.จึงเห็นว่าเดิมก๊าซธรรมชาติ ที่เดิมเป็นของรัฐบาล 100 % แต่ในขณะนี้ปตท. ได้มีการขายหุ้นไปยังเอกชนเป็นเจ้าของไปครึ่งหนึ่ง ตรงนี้ทำให้รัฐบาลมองเห็นว่าหากจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนก็น่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม ส่วนปัญหาปริมาณการใช้กับปริมาณการผลิตที่ไม่เท่ากันนั้น จากที่ตนได้มีการตรวจสอบข้อมูลตัวเลขพบว่า การเติบโตของการใช้ก๊าซแอลพีจี มาจากภาคอุตสาหกรรมปิโตเคมี ส่วนปริมาณการใช้ภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม มีจำนวนที่ใกล้เคียงกับปริมาณที่ประเทศไทยเราสามารถผลิตได้เอง ดังนั้นครม.จึงได้ให้ไปศึกษาว่าเมื่อสิ้น 6 เดือนของการยืดอายุมาตรการแอลพีจี และเอ็นจีวี ดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากเราสามารถแบ่งแยกตลาดตรงนี้ได้อย่างชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะประกาศเรื่องดังกล่าวเป็นมาตราการถาวร และที่สำคัญเราอาจจะไม่ต้องรบกวนเงินจากกองทุนน้ำมันอีก
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนมาตราการของรถเมล์ รถไฟ นั้น ซึ่งก็มีเสียงบ่นมาตราการช่วยเหลือดังกล่าวนั้น จะจำกัดอยู่ที่กทม.หรือไม่ ตนยืนยันว่ามาตราการที่ประกาศออกมานั้นเป็นมาตรการที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ค่าไฟ และก๊าซหุ้งต้ม แต่จะมีกรณีของรถเมล์ ที่จะเป็นมาตารการถาวรหรือไม่นั้น ตรงนี้กำลีงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา ซึ่งเหตุผลดังกล่าวที่คิดในเรื่องนี้ และทุกมาตรการที่รัฐบาลชุดนี้ตัดสินใจ รัฐบาลได้มีการศึกษาในเรื่องฐานะทางการคลังในอนาคต ซึ่งในช่วงแรกที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารงานฐานะการเงินของประเทศอยู่ในฐษนะที่ย่ำแย่ จึงต้องออกนโยบายกู้เงินกรรีพิเศษจำนวน 8 แสนล้านเพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่และเมื่อนำเงินจำนวน 4 แสนล้านบาทแรกนำมากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทำให้ประเทศเริ่มฟื้นตัว จนทำให้สามารถยกเลิกการกู้เงินในส่วนที่เหลืออีก 4 แสนล้านบาท และเวลาที่ผ่านไป 8 -9 เดือนที่ผ่านมา ฐานะการเงิน โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ของประเทศมีจำนวนที่สูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 แสนล้านบาท ดังนั้นงบประมาณที่ขาดดุลในช่วงแรกที่คาดไว้ ในตอนนี้เราอาจจะไม่ขาดดุลเลยก็ได้
"รัฐบาลได้มีการประเมินภาระตรงนี้แล้ว ซึ่งเห็นว่าภาระที่เพิ่มตรงนี้ หากรัฐบาลจะมีการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือประชาชน หรือจะประกาศเป็นนโยบายที่ถาวร ก็ไม่ได้เป็นปัญหาให้กับการเงินการคลัง และที่สำคัญรัฐบาลได้พิจารณาในเรื่องนี้อย่างดีแล้ว เห็นว่ามาตรการนี้จะเป็นที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงเป้าหมายมากที่สุด อย่างไรก็ตามหากเราดำเนินการเป็นนโยบายที่ถาวร ก็จะทำให้เรื่องนี้มีความโปร่งใส เพราะให้ถือว่าบริการนี้เป็นการบริการเพื่อสังคม และไม่ต้องมาต่ออายุเป็นระยะๆ ซึ่งจะหลีกหนี้ปัญหาเรื่องของการเมืองได้ อีกทั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาหากจะยกเลิกนโยบายนี้ก็สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตามสิ่งดังกล่าวนี้จะมีการพิจารณากันอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้เราจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ" นายอภสิทธิ์ กล่าว
ปลื้มนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบรุดหน้า
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาล ว่า จากมาตารการที่ดำเนินการที่สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ไปแล้วจำนวน 2 แสนราย และคาดว่าจะได้ถึง 4 แสนรายในไม่ช้านี้ และภายในสิ้นเดือนนี้จะมีมาตรการช่วยเหลือให้กับลูกหนี้ที่มียังมีปัญหาอยู่อีกจำนวน 2 แสนราย ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องของไม่มีคนค้ำประกัน ซึ่งตอนนี้กำลังพิจารณาที่จะให้สถาบันของรัฐบาลไปดูแลช่วยเหลือค้ำประกัน รวมทั้งทั้งกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่มีรายได้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดูแลช่วยเหลือในการฝึกอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น หลังจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปติดตามดูแลลูกหนี้ที่เข้ามาร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าการแก้ไขหนี้นอกระบบของรัฐบาลได้ประสบความสำเร็จอย่างมากนับตั้งแต่มีนโยบายในการแก้ไขหนี้สินมา



