ข่าว

 วุ่นเฉพาะวิวาห์

วุ่นเฉพาะวิวาห์

04 ก.ค. 2553

เข้าใจว่า ละครยอดฮิต “วิวาห์ว้าวุ่น” ที่คว้าพระเอกสุดฮอตอย่าง “เคน" ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ มาประกบกับดาราสาวสุดเซ็กซี่อย่าง “ชมพู่" อารยา เอ ฮาร์เก็ต น่าจะอวสานไปแล้ว ที่บอกว่า “น่าจะ” เพราะยอมรับว่าช่วงหลังๆ นอกจากละครแล้ว ข่าวโทรทัศน์ ดิฉันยังแทบไม่ได้ติด

 แม้ทีมอังกฤษสุดที่รักจะตกรอบไปแล้ว โดยปราชัยให้แก่เยอรมนีถึง 4 : 1 แต่มหกรรมของมวลมนุษยชาติที่ 4 ปีจะเจอกันสักครั้งแบบนี้ ก็ต้องติดตามต่อจนถึงแมทช์สุดท้ายค่ะ

 ที่เกริ่นเรื่องละคร “วิวาห์ว้าวุ่น” ก็เพราะวันนี้ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” มีข้อคิดดีๆ จากนักแสดงในเรื่องนี้มาฝากกันค่ะ แต่บอกก่อนว่า ไม่ใช่ “พี่เคน” หรือ “น้องชมพู่” แต่เป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ที่รับบทเป็น “น้องไข่มุก” สาวน้อยหน้าตาน่ารักคนนี้ มีชื่อจริงว่า “น้องชาร์เลท" วาศิตา แฮเมเนา ซึ่งตอนนี้อายุ 5 ขวบและกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนเลิศหล้า ถนนเพชรเกษม

 ดิฉันมีโอกาสได้คุยกับน้องชาร์เลทและคุณแม่ ตอนที่ทั้งสองมาเข้าร่วมกิจกรรม “ซาบีนี่ แคมป์ บาย ซาบีน่า” รุ่นที่ 5 ตอนครอบครัวหนูน้อยรักการออม ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วได้เล่าให้ฟังไปแล้วว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง และหวังว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ติดตามคอลัมน์นี้อยู่ จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ลูกๆ ได้บ้างนะคะ

 น้องชาร์เลทกับคุณแม่เป็นหนึ่งใน 50 ครอบครัวที่ได้ร่วมแคมป์นี้ ซึ่งจริงๆ น้องก็เป็นพรีเซนเตอร์ถ่ายแบบชุดชั้นในให้แก่ซาบีนี่ด้วย ต้องบอกว่า ระยะเวลาหลายชั่วโมงของการทำกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กๆ รักการออมนั้น น้องชาร์เลทวางตัวได้น่ารักมาก เพราะคุณแม่อบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี และไม่เคยสอนให้น้องคิดว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นหรือต้องได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าใคร เช่นเดียวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ของเด็กวัย 5 ขวบที่คุณแม่ต้องคอยช่วยดูแล ซึ่งต้องยอมรับว่า คุณแม่สอนน้องได้อย่างสนใจทีเดียวค่ะ

น้องชาร์เลทบอกว่า ตอนนี้มีรายได้จากการถ่ายโฆษณาและละคร แต่ก็ไม่ได้เก็บสตางค์ไว้ที่ตัวเองหรือหยอดกระปุกเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพราะคุณแม่เป็นคนจัดการฝากธนาคารให้แก่น้อง

“ตอนนี้หนูยังไม่ได้ค่าขนมไปโรงเรียนค่ะ เพราะคุณครูยังไม่ให้ใช้สตางค์ แต่เดี๋ยวขึ้น ป.1 ต้องเอาตังค์ไปโรงเรียนแล้ว หนูมีกระปุกรูปพี่ซาบีนี่ แต่ไม่ได้หยอดกระปุกเลย เพราะคุณแม่เก็บให้ หนูชอบทำงาน ไม่เหนื่อยด้วย แล้วก็สนุกด้วย แล้วหนูก็ชอบมาแคมป์มาเจอกับพี่ซาบีนี่ด้วย แต่หนูจะไม่เล่าให้เพื่อนที่โรงเรียนฟัง เพราะเดี๋ยวเพื่อนรู้ว่าหนูมาเล่นเกม”

คุณแม่ของน้องชาร์เลท บอกด้วยว่า ทุกครั้งที่น้องทำงานแล้วมีรายได้ คุณแม่จะสอนให้น้องรู้จักแบ่งปัน โดยการนำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญ ซึ่งกิจกรรมหลักของครอบครัวนี้ คือ การซื้ออาหารไปเลี้ยงสุนัขที่บ้านป้านิดา

 “อยากสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันค่ะ เมื่อเรามี เราก็ต้องรู้จักให้ ซึ่งน้องก็จะชอบมาก เวลาพาไปบ้านป้านิดา เพราะที่นั่นมีสุนัขจรจัดที่ป้านิดาเอามาเลี้ยงไว้เยอะมาก ตอนนี้ก็เป็นกิจกรรมหลักของครอบครัวไปแล้ว ส่วนเงินรายได้ที่เหลือของน้อง ก็ฝากธนาคารไว้ค่ะ แล้วตอนนี้ก็เริ่มดูๆ ว่าจะขยับไปเก็บตรงไหนได้บ้าง ก็ได้ขอคำแนะนำกับธนาคารกสิกรไทยอยู่ว่าควรจะจัดสรรเงินเพื่ออนาคตของน้องในรูปแบบไหนบ้าง”

 ส่วนอีกหนึ่งสาวน้อย “น้องตูตี้" ด.ญ.นภัสกร เดชะวิกรม สาวน้อยวัย 7 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ บางบัวทอง ที่ควงแขนคุณแม่ตุ๊กและน้องหงส์ พี่สาว วัย 12 ขวบ มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ก็บอกว่า สนุกกับเกมต่างๆ มากมาย
“หนูไปแคมป์กับซาบีนี่มา 2 ครั้งแล้วค่ะ ไปทะเลแล้วก็มาที่นี่ หนูชอบเล่นเกม เวลาเล่นเกมแล้วหนูอารมณ์ดี แล้วครั้งนี้ที่หนูมา ทำให้หนูอยากเก็บเงินมากขึ้น จะหยอดกระปุกหมูออมสินให้อิ่มเลย”

ด้านคุณแม่ตุ๊กของน้องตูตี้บอกว่า น้องมีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมแคมป์กับซาบีนี่มาก ครั้งนี้เป็นเรื่องของการออมเงิน ซึ่งครั้งแรกคุณแม่ก็หนักใจว่าน้องจะเข้าใจหรือไม่ แต่ด้วยรูปแบบและเกมที่คิดสร้างสรรค์ให้น้องได้เรียนรู้ทำให้น้องเข้าใจได้อย่างง่ายดาย
“ปกติคุณแม่จะให้เงินน้องไปโรงเรียนวันละ 10 บาทค่ะ บางวันตูตี้ก็ใช้ซื้อขนม ไม้บรรทัดหรือยางลบบ้าง แต่บางวันก็ไม่ใช้เลย ถ้ามีเงินเหลือ น้องก็จะหยอดกระปุกค่ะ และที่บ้านก็จะสอนลูกๆ ไม่ว่าจะซื้ออะไร ที่ไหน รวมถึงในห้างสรรพสินค้า ก็ซื้อได้ครั้งละ 1 ชิ้นเท่านั้น ของเล่นหรือของอะไรที่มีอยู่แล้ว เราก็จะไม่ซื้อ ข้าวของที่มีอยู่ก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุดด้วย”

จริงๆ แล้ว นอกจาก 2 ครอบครัวนี้ ดิฉันยังมีโอกาสพูดคุยกับอีกหลายครอบครัว ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 1 วันเต็มๆ ที่ดิฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมซาบีนี่ แคมป์ ครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า จริงๆ แล้วทุกครอบครัวต่างมีเป้าหมายเดียวกันในการบริหารความสุข แต่รูปแบบและวิธีการแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปัจจัยข้างเคียงที่ไม่เหมือนกัน

แต่ไม่ว่าจะแตกต่างกันแค่ไหน อย่างไร หรือมีข้อจำกัดมากแค่ไหน ขอให้ “เริ่มต้นคิด” และ “ลงมือทำ” หารูปแบบและวิธีการจัดการกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ในครอบครัวให้ลงตัว

ความรักความเข้าใจยึดโยงความเป็นครอบครัวไว้ได้ก็จริง แต่ความเข้มแข็งทางการเงินในแต่ละบ้าน จะช่วยทำให้ครอบครัวแข็งแรงและเป็นสุขมากขึ้นได้จริงๆ ค่ะ

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]