
พ.ต.อ.พินิต มณีรัตน์"อิ่มบุญ9วัด...คนไทยหัวใจสีขาว
ยอดเงินสดกว่า 1.2 ล้านบาทสะพัดเข้าสู่วัดวาอารามต่างๆ รวม 9 วัด ใน จ.พิษณุโลก และ จ.อุตรดิตถ์ ตามโครงการ "เข้าวัดได้พระธรรม รถนำได้กุศล" ครั้งที่ 2 ของกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ซึ่งนำขบวนรถบัส 21 คัน
พามวลชนคนใจบุญจากเมืองหลวงนับพันคน มุ่งหน้าสู่จังหวัดที่ดาวมงคลลอยเด่นอยู่เหนือท้องฟ้า เพื่อสร้างบุญสร้างบารมีมหากุศลยิ่งใหญ่ปีละครั้งผ่านพ้นไปด้วยดีพร้อมรอยยิ้มอิ่มบุญของบรรดามวลชนที่ร่วมขบวนบุญอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง...พ่องานของโครงการนี้ พ.ต.อ.พินิต มณีรัตน์ รอง ผบก.ทล.แอบยิ้มปลื้มใจระหว่างการเตรียมงานเลี้ยงส่งผู้มาทำบุญในค่ำคืนสุดท้ายที่ จ.นครสวรรค์ หลังจากใช้ชีวิตร่วมกับมวลชนเรือนพันมา 2 วันกับ 1 คืน จนร่างกายเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แต่แรงบุญส่งผลให้แรงใจยังเต็มร้อย
ถาม : เสร็จภารกิจทัวร์บุญ 9 วัดแล้วรู้สึกอย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : ไม่เครียดเหมือนครั้งแรกนะ เพราะผ่านครั้งแรกมาแล้ว นำบทเรียนจากโครงการที่แล้วทั้งข้อดีและข้อขัดข้องมาปรับปรุงแก้ไข แล้วปรับใช้กับโครงการนี้ ส่วนการเตรียมความพร้อมก็เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้พอสมควร โดยรวมแล้วก็ดี หากพูดถึงสภาพร่างกายส่วนใหญ่จะได้นอนกันน้อย เพราะต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เดินทางไป จ.อุตรดิตถ์ และกว่าจะกลับมานอนพักก็เกือบตีหนึ่ง แต่ต้องตื่นเช้าอีกอาจทำให้ลูกทัวร์เหนื่อย แต่เท่าที่สังเกตดูสภาพจิตใจทุกคนดีมาก แช่มชื่น อิ่มบุญกันทั่วหน้า
ถาม : เห็นความแตกต่างของวัดต่างๆ ที่มาร่วมทำบุญครั้งนี้อย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : จากการศึกษาประวัติวัดต่างๆ ที่ได้ทำเป็นสมุดคู่มือแจกลูกทัวร์แล้ว ทำให้ได้มีโอกาสศึกษาประวัติความเป็นมาของแต่ละวัดที่ไม่เคยรู้จัก เมื่อรู้ประวัติแต่ละวัดยิ่งทำให้เข้าใจและประทับใจ โดยเฉพาะวัดที่ 9 วัดราชบูรณะ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ประทับใจที่สุด เนื่องจากวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ มีพระบรมสารีริกธาตุ และมีพิธีผูกผ้ารอบองค์พระธาตุด้วย แม้ว่าวัดนี้อยู่ใกล้กับวัดพระศรีมหาธาตุ แต่คนทั่วไปมักไม่รู้จักวัดนี้ อย่างไรก็ตามแต่ละวัดเมื่อได้เข้าไปสัมผัสใกล้ชิด วัดทุกวัดมีความสำคัญและประวัติที่น่าสนใจไม่แตกต่างกัน อย่างเช่นวัดที่ 5 วัดทองเหลือ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ชื่อวัดอาจรู้สึกว่าไม่ไพเราะ แต่เมื่อทุกคนมาเห็นวัดแล้วมีความสุขมีความประทับใจยอดบริจาคก็สูง ทั้งนี้ประวัติวัดและความประสงค์ต้องการสร้างโน่นนี่ก็มีความสำคัญต่อยอดบริจาคด้วยเหมือนกัน
ถาม : "เข้าวัดได้พระธรรม รถนำได้กุศล" ทำมาเป็นปีที่ 2 แล้ว โครงการนี้มีจุดประกายเริ่มแรกอย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : ความคิดแวบแรกที่อยากทำโครงการนี้เกิดจากภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลช่วยงานฝ่ายบริหาร เรื่องการอนุมัติรถนำขบวนต่างๆ มีทั้งขบวนเสด็จ ขบวนวีไอพี องค์กรหน่วยงานต่างๆ ที่ขอมา โดยเฉพาะขบวนที่ชาวบ้านเดินทางไปทำบุญทอดกฐินนั้นเยอะมาก นั่นหมายความว่าประชาชนเข้าวัดกันโครมๆ ตำรวจที่ไปร่วมนำขบวนและปิดขบวน พอไปถึงวัดก็นอนรอกันครึ่งค่อนวัน ไม่เคยร่วมทำบุญ จึงเกิดคำถามว่าเราเป็นชาวพุทธ ทำไมเราไม่ร่วมทำบุญกับเขา นั่นคือแรงบันดาลใจแรก คือ อิจฉาตาร้อนอยากไปร่วมบุญกับเขานั่นแหละ (ฮา) ปกติเป็นคนชอบทำบุญอยู่แล้ว หลังจากนั้นผ่านมาครึ่งปีก็เริ่มโครงการแรกขึ้นมา
ถาม : บริหารจัดการดูแลมวลชนนับพันอย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : ขอคำปรึกษาและเรียนรู้จากชมรมต่างๆ ที่มีประสบการณ์ทำบุญ 9 วัด ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ซึ่งปกติเขาไปกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เป็นการรวมตัวกันแค่ 20-30 คน แล้วมาจ้างบริษัททัวร์ไป บางครั้งก็เดินทางไปกันเองตามมีตามเกิด อาจเกิดอุบัติเหตุ รถเสีย ฯลฯ จึงคิดว่าเอาหลายกลุ่มมารวมกันแล้ว ตำรวจทางหลวงร่วมทางไปทำบุญด้วยก็น่าจะสนุกและปลอดภัยกว่า การบริหารคนเป็นพันๆ ต้องยกให้บริษัทพรทิพย์ทัวร์ที่มาร่วมโครงการกับเรา มีความเชี่ยวชาญเรื่องการคัดเลือกวัด บริหารจัดการกลุ่มประชาชนที่มาร่วมทำบุญแบบครบวงจร ส่วนตำรวจทางหลวงมีความรู้แค่อยากเข้าวัด เอาประชาชนเข้าวัด อย่างน้อยๆ ให้ตำรวจและครอบครัวตำรวจใกล้ชิดวัดมากขึ้น
ถาม : รูปแบบโครงการปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน มีรายละเอียดเล็กๆ เสริมเข้ามา อย่างรถบัสทั้ง 21 คัน ส่วนใหญ่เป็นอาซิ้ม อาม่า อากู๋ ฯลฯ อาจไม่ค่อยรู้กฎหมาย ส่วนหนึ่งที่เป็นเยาวชนที่ร่วมเดินทางมาครั้งนี้ก็อยากเสริมเรื่องระเบียบวินัยจราจร จิตสำนึกการใช้รถใช้รถถนนเข้ามา เป็นการรณรงค์การขับขี่อย่างปลอดภัย จึงนำมาตั้งเป็นชื่อรถคันต่างๆ เช่น ฝากเหล้ากับตำรวจ, จุดแวะพักนักเดินทาง, เมาไม่ขับ, ง่วงไม่ขับ เป็นต้น พร้อมกันนี้ก็มีครูตำรวจทางหลวงมาเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งมีมนุษยสัมพันธ์ดีผ่านการอบรมมาโดยเฉพาะ ซึ่งตำรวจชุดนี้เป็นครูตำรวจทางหลวงที่ทำมวลชนสองฝั่งถนนทางหลวง โดยให้มัคคุเทศก์ร้อยเรียงข้อความต่างๆ จากรถบัสทั้ง 21 คันเข้าด้วยกัน ระหว่างเดินทางหลายชั่วโมงคนที่มาร่วมทำบุญจะรู้ข้อกฎหมายเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนไปด้วย
ถาม : มีหลักการคัดเลือกวัดทั้ง 9 วัดอย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : อันดับแรกวัดต้องมีพื้นที่กว้างขวางรองรับคนพันคนได้ คือ เราไม่ได้มองว่าวัดไหนจนหรือรวย เรามองว่าวัดทุกวัดเป็นศาสนสถานที่ต้องทำนุบำรุง สืบทอดประเพณีบุญได้หมด แต่การที่นำคนมาทำบุญจำนวนมากจึงต้องคำนึงถึงศาลา ลานจอดรถ ที่จะอำนวยความสะดวกชาวบ้านได้ ถ้าเป็นวัดที่อยู่ตามชนบทห่างไกลชาวบ้านก็ชอบนะ แต่วัดเหล่านี้จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ส่วนในแง่ของความเชื่อที่เลือกเดินทางมาทำบุญที่วัดใน จ.อุตรดิตถ์และพิษณุโลกครั้งนี้ สืบเนื่องจากลูกทัวร์ของเราเป็นเถ้าแก่ใหญ่ บ้างก็เป็นแม่ค้าทั่วไป ยังมีความเชื่อยอมรับในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ และในปีนี้ดวงดาวมงคลแห่งโชคลาภลอยอยู่เหนือ 2 จังหวัดนี้ตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่ที่มาร่วมทำบุญกับเรา จึงเป็นแรงบันดาลใจให้มาร่วมทำบุญครั้งนี้กันมาก ต้องยอมรับว่าการทำบุญกับความเชื่อเป็นสิ่งควบคู่กันอยู่แล้ว .
ถาม : การทำบุญ 9 วัดครั้งนี้มุ่งหวังในส่วนตัวอย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : คุณแม่ผมอายุ 82 ปีป่วยอยู่ห้องไอซียูมา 6 เดือนแล้ว ทุกๆ วันที่ผมมีโอกาสได้ร่วมทำบุญจะขอให้แม่ รองมาเป็นครอบครัว ส่วนเรื่องที่คณะทัวร์อวยพรให้บุญกุศลหนุนส่งให้เป็นนายพลนั้น (ยิ้ม) ปีที่แล้วผมก็ทำบุญแบบนี้นะ แต่ยังไม่ได้เลย จึงไม่ได้คาดหวัง แต่ถ้าเป็นจริงคนเป็นพันคงดีใจ (ยิ้ม) อย่างน้อยเขารู้ว่าทำบุญแล้วบังเกิดผลอย่างที่ปรารถนาก็ดี
ถาม : แล้วแง่ส่วนรวมมุ่งหวังอย่างไร
พ.ต.อ.พินิต : ผมอยากเห็นคนไทยสามัคคีกันเป็นอันดับหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าใครสีอะไรบ้าง ช่วงที่เกิดวิกฤติการเมือง ความคิดแตกแยก ความรักและความสามัคคีของคนในชาติก็แตกแยก แต่มา 2 วันนี้ทุกคนลืมไปเลยว่าใครสีอะไร ทุกคนใส่เสื้อสีขาวมาเข้าวัด ไม่มีแบ่งแยก ทะเลาะกัน หากผมมีตาทิพย์แล้วมองขึ้นไปในศาลาการเปรียญมองเห็นสีเสื้อต่างๆ ทั้งเหลือง แดง ฯลฯ ได้ ผมจะรู้สึกดีใจมาก อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้น 2 วันกับ 1 คืนเกิดขึ้นกับประเทศไทยตลอดไป



