ข่าว

"บิ๊กจิ๋ว"ย้ำตั้งรบ.แห่งชาติแก้ปัญหาขัดแย้งไม่ได้

"บิ๊กจิ๋ว"ย้ำตั้งรบ.แห่งชาติแก้ปัญหาขัดแย้งไม่ได้

03 ก.ค. 2553

"บิ๊กจิ๋ว"ย้ำตั้งรบ.แห่งชาติหาก 3 สถาบันแก้ปัญหาขัดแย้งไม่ได้ ปลุกลูกพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลใช้สะเก็ดไฟลามทุ่ง "เฉลิม" ย้ำพรรคยังไม่ก้าวข้าม"ทักษิณ" เย้ยภท.ได้ส.ส.ทั้งประเทศไม่เกิน 18 ที่นั่ง ขู่เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ยุบดีเอสไอ เตรียมเดินสายปราศรัยทั่วป

(3ก.ค.) โรงแรมลองบีช พัทยา จ.ชลบุรี  เวลา 10.00 น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าวในงานสัมมนาส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.ว่า ปัญหาของชาติในวันนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ 1.ปัญหาพื้นฐานเรื่องการปกครอง 2. ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดมาในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การเดินขบวน การจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้ สถานการณ์ในบ้านเมืองยังเป็นอย่างนี้ ส่วนปัญหาเร่งด่วนที่เราต้องเร่งแก้ไข คือ ทำอย่างไรให้เรามีประชาธิปไตยให้ได้ ตอนนี้มีความคิดสองพวก พวกหนึ่งเห็นว่าต้องแก้ระบบ หรือ ระบอบ เช่น แก้รธน. ทั้งที่ความจริงการแก้รธน.อาจไม่สำคัญสูงสุดขณะนี้ อีกกลุ่มเห็นว่า ถ้าให้บ้านเมืองดี ต้องได้คนดี มีความรู้ ซื่อสัตย์ เสียสละ แต่ที่ผ่านมาเรามีคนดีที่หาที่ติไม่ได้ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พระยาพหลพลพยุหเสนา เรามีนายกฯที่เป็นคนดี แต่ถามว่าทำไมบ้านเมืองเราทรุดโทรม

 พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ปัญหาพื้นฐานของเราคือ หนึ่ง การไม่สามารถสร้างการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา พวกเราต้องมีหน้าที่แก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือ นำประเทศกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่เป็นเกียรติประวัติเหมือนในอดีต กระจายอำนาจสู่ประชาชนในระดับล่างให้มากที่สุด สองบุคคลต้องมีเสรีภาพ สาม ความเสมอภาค สี่ หลักนิติธรรม กฎหมายและห้า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจากประ ชาชน 5 หลักมีความสำคัญเรียงลงมา

 องค์กรที่ต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหามี 3 องค์กร คือ 1 สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยในอดีตสถาบันได้ทุ่มเททำงานทกอย่างเพื่อพัฒนาการเมืองปกครองเพื่อเอาอำนาจให้ประชาชน ตั้งแต่พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ส่งต่อมายังรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ทรงเห็นด้วยให้อำนาจกับคณะราษฎร แต่ขอให้คณะราษฎรเอาอำนาจไปให้พี่น้องประชาชน ต่อมาไม่ได้ทำอย่างนั้น มีการทวงถามตลอดที่ไม่สามารถเอาอำนาจพระองค์ท่านไปให้ประชาชน นั่นคือ วิกฤตการเมืองการปกครองครั้งแรก จนเป็นวิกฤตในหลายรูปแบบตามมา

 “หากสถาบันลงมาแก้ปัญหาเราเชื่อว่าจะสามารถลงมาแก้โดยง่าย จึงมีความเห็นในกลุ่มพวกเรา ที่จะถวายอำนาจคืนให้พระเจ้าอยู่หัว สุดท้ายผมนำเสนอเพื่อขอพระบารมีคุ้มครองพวกเราเช่นกัน แต่ไม่เป็นผล 2.สถาบันทหาร เป็นสถาบันที่รับผิดชอบการเมืองการปกครอง แต่ที่ผ่านมาเป็นสถาบันของตนเอง ยึดอำนาจมาหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถสร้างอำนาจการเมืองการปกครองได้ จนเป็นที่กลัวว่า ไม่อยากให้ทำรัฐประหารเพราะจะทำให้บ้านเมืองตกต่ำเหมือนครั้งล่าสุด และถ้าเมื่อใด เรามีผู้นำทางทหารที่รอบรู้ทางการเมือง ตรงนี้ เราทำได้ ถ้าเขาใช้อำนาจนั้นด้วยความบริสุทธิ์และสร้างสรรค์ประเทศชาติให้มีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้” พล.อ.ชวลิต กล่าว

 เมื่อสถาบันทหาร แก้ปัญหาไม่ได้ สถาบันที่สามต้องรับผิดชอบซึ่งท่านปฏิเสธไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ชาติไทย นั่นคือ รัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ วันนี้พรรคเพื่อไทยของเราพยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหา หลายครั้ง เบื้องต้นต้องมีสำนึกของความเป็นผู้นำ นายกฯ ต้องทำให้รู้สึกว่าผู้ที่ขัดแย้งกับเรา เขาคือคนไทยด้วยกัน มันจะเกิดการอโหสิกรรม อภัย ความรัก ความผูกพันธ์ มันจะเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องทำอะไร ข้อ 2 ที่เตือนไป ท่านต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้ถูก ก่อนเดือนเม.ย.เราเตือนว่า วันนั้นสองฝ่ายกำลังปะทะกัน เมื่อเกิดการสูญเสียแล้วจะอีกนาน 10 ปีถึงจะแก้ไขได้

 “การแก้ปัญหาวันนั้นช่วงคอมมิวนิสต์ไม่มีใครชนะ ชนะทั้งคู่ ตอนรบก็แพ้ทั้งคู่ เราเชิญเขามาต่อสู้ในสภา ไม่ใช่ว่าเขาฉันผู้ชนะ เธอคือ ผู้ร้าย ก่อการร้าย เธอคือ คนเลวถ้าทำอย่างนี้ชาติหน้าแก้ได้ นี่คือสิ่งสำคัญแล้วไม่ต้องมีอะไรมาก รัฐบาลสามารถแก้ได้นิดเดียวและถ้ารัฐ บาลไม่แก้ ก็ไม่มีองค์กรไหนแล้ว นอกจากประชาชนลุกขึ้นมาแก้เอง เมื่อนั้นประชาชนก็ต้องลุกขึ้นมายึดอำนาจ ซึ่งก็คือการสร้างความรุนแรง อย่าโทษประชาชนตัวท่านเองต้องรับผิดชอบ” อดีตนายกฯและรองนายกฯกล่าว

 พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือ รัฐบาลเฉพาะกาล เอาคู่กรณีเข้ามาให้หมด พรรคเพื่อไทยส่งมาเป็น 5-10 คน ไม่ต้องตั้งใครตั้งมาเพื่อแก้ปัญหา แล้ววางภาระประเทศชาติ รัฐบาลไม่ต้องสร้างอะไร ทำหน้าที่ขจัดความขัดแย้ง และวางฐานะของชาติให้กลับมาใหม่ 36 คนเป็นครม. หรือเอามาเป็น 100 คน ที่เหลือเอามาเป็นผู้ช่วย ที่ปรึกษา หรือ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้าน รัฐบาลเฉพาะกาลจะอยู่ 8 -12- 16 เดือน แก้ตรงนี้แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่

 พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยืนอยู่กับเราแล้ว มันจะออกพรก.ฉุกเฉินออกได้ แต่รัฐบาลนี้ร้ายกว่าเผด็จการในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด เราต้องเอาสะเก็ดไฟลามทุ่งเพื่อมาเป็นไฟกองใหญ่มหาศาลที่มีพลัง วันนี้เขาไม่ต้องการอะไร นอกจากน้ำใจ หัวใจจากพวกเรา ต้องการความผูกพันธ์เหมือนในอดีต ดังนั้น หน้าที่ของพวกเรา คือ ไปกินนอนกับเขา นับแต่วันนี้เราปล่อยประเทศกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้ เราล้าหลังมากแล้ว เกียรติประวัติไม่เหลือ สำหรับนโยบายประชานิยมของพ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นประชานิยมเฟสที่หนึ่งเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงิน ใครลอกอย่าไปโกรธเขา สนับสนุนให้เขาลอก เพราะทำให้คนจนก้าวหน้า แต่เฟสสอง เราต้องทำให้เกษตรกร 4 ล้านครัวเรือน ที่มีหนี้ 8 แสนล้านให้หมดไป เราต้องสร้างชีวิตเขาใหม่

 ต่อมาเวลา11.30น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย บรรยายพิเศษต่อส.ส.และผู้สมัคร ถึงแนวทางหาเสียงของพรรคว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ยอมรับว่าต้องเหนื่อยแน่ จากการเลือกตั้งซ่อมจ.สกลนคร ศรีษะเกษ มหาสารคม นั้นจากประสบการณ์บอกว่ามันเอาไปทุกกอง ยกเว้นกองขยะ แต่เราจะชนะด้วย 3ฐาน คือความศรัทธาพ.ต.ท.ทักษิณ ความขยันของผู้สมัคร และพรรคมีความสามัคคี สถานการณ์ตอนนี้เราก้าวพ้นอดีตนายกฯไม่ได้ จำเป็นต้องใช้ มั่นใจพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งแน่

 เราไม่หนักใจในนโยบายการหาเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ นอนคิด 3 วันก็จบแล้ว สำคัญคือต้องเน้นให้สั้นเข้าใจง่าย นโยบายยาวคนไม่เข้าใจ ในภาคอีสานจะแข่งกับพรรคภูมิใจไทย ประเมินแล้วได้ไม่เกิน15 ที่นั่ง ทั้งประเทศไม่เกิน 18 ในกทม.แพ้หมด ไม่ได้แม้แต่คนเดียว คู่แข่งคือพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว เน้นนโยบายอย่าไปโจมตี ไม่ต้องสัญญาว่าจะไปให้ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องทำคือศัตรูให้เหลือน้อยแล้วพุ่งไปที่พรรคประชาธิปัตย์ ภาคอีสานประชาธิปัตย์ถือว่าตลาดปิด เขาลงลำบาก ที่น่ากลัวคือพรรคภูมิใจไทย มีทั้งเงิน อำนาจรัฐ แต่ยังดีที่คนอีสานปฏิเสธ ทุกอย่างเราดีหมด แต่ก่อนออกศึกต้องมีพลัง ความสามัคคี สร้างความมั่นใจให้เต็มที่ พอมีอำนาจแล้วมาจัดระเบียบเสร็จศึกค่อยมาทะเลาะกัน เราต้องชนะแบบ แลนด์สไลด์ ถึงเอาชนะพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านได้ ถ้าเอากลับไม่ได้ผมจะไม่เป็นนายกฯแต่ให้เป็นรัฐมนตรีก็เอา

 “แต่ปัญหาเราตอนนี้คือเราต้องดูความปลอดภัย ต้องระมัดระวัง ไปปราศรัยหาเสียงเวทีอาจถูกยิงระเบิด หรือถูกสกัดกั้นไม่ให้คนเข้ามา และไปที่ไหนต้องดูระวังระเบิด ก่อนไปก็ต้องตรวจความเรียบร้อย”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

 ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า วันนี้เราหาเสียงง่ายเพราะรัฐบาลมีรายการทุจริตมากมาย สบายใจได้เลยวันเวลาของเรามาถึงแล้ว เราต้องทำให้สังคม ไม่ลืมสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำเสียหายไว้ เช่น สปก.4-01 ต้องพูดเน้นย้ำคดียุบพรรค เงินบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหลักฐานมันชัดเจนเรื่องนี้จะออกซ้าย ขวา ยุบไม่ยุบ เราได้แต้มทั้งนั้น จะทำให้การหาเสียงง่ายขึ้น ถ้ายุบพรรคเราได้น้อยแต่ได้เลือกตั้งเร็ว ถ้าไม่ยุบเลือกตั้งช้า แต่เราจะได้ประโยชน์มาก ส่วนที่เขาพยายามนำเรื่องฆ่าตัดตอนมาโจมตีพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นหลังจากที่ฆ่าไปหลายศพ แต่เรื่องนี้รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยมีความพยายามให้อดีตนายกฯขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นศาลให้ได้ โดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาแต่เมื่อสอบแล้วไม่พบความผิด

 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ผมขอเสนอเป็นนโยบายเลยว่าจะสั่งยุบกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ทันที เพราะมันกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลไปแล้ว แต่ให้มีหน่วยงานใหม่ต้องให้ขึ้นกับสำนักนายกฯ ผมอยากอยู่กับท่านอีก 2-3ปี โดยไม่ต้องการเป็นอะไรใหญ่โต ขอแบบค่อยเป็นค่อยไป ยืนยันว่าไม่ได้เอาตัวรอด ยังไม่พร้อม ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าวันข้างหน้าจะมอบให้ผมเป็นอะไรก็ยินดี แต่วันนี้ไม่ใช่เวลาของผม นายอภิสิทธิ์เก่งอย่างไรก็อยู่ไม่เกินเมษายน 2554 เมื่อออกจากตำแหน่งไปแล้วคงอยู่เมืองไทยไม่ได้ กลับมาได้อีกทีอายุ 71 ปี โดยเรื่องที่ดินพรรคประชาธิปัตย์ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด พรรคเพื่อไทยเก่งมากเรื่องขุดคุ้ยที่ดินเกาะสมุย

 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมสัมมนาส.ส.และว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า หลังจากที่ร่วมประชุมสัมมนามา 2 วัน ได้ข้อสรุปเป็นยุทธศาสตร์พรรคใหม่ 4 ประเด็น คือ 1.เร่งสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน 2.สร้างแนวทางสมานฉันท์คู่ขนานไปกับรัฐบาล 3.พัฒนาระบบออนไลน์ โซเชี่ยลมีเดีย อย่างพวกเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์หรือเว็บไซต์ต่างๆ 4.เร่งเยียวยาผู้สูญเสียจากความใจดำของรัฐบาล เพราะคนที่สูญเสียจะใช้แนวทางสมานฉันท์อย่างเดียวไม่ได้

  สำหรับนโยบายเพิ่มเติม 6 ข้อ คือ 1.การสร้างกลุ่มจังหวัดเพื่อเอื้อต่อการแก้ไขปัญหา 2.กำหนดเขตพื้นที่พิเศษ โดยเน้นพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ปกครองท้องถิ่น 3.แนวทางเกษตรร่ำรวย ประชาชนมั่งคั่ง 4.น้ำแก้จน 5.ปฏิรูปที่ดินของเรา และ 6.ให้ลูกหลานมีงานทำ สำหรับการดำเนินการเร่งด่วนเฉพาะหน้า เนื่องจากในช่วง 2-3 เดือน ที่ผ่านมา รัฐบาลใช้แนวทางปราบปรามประชาชนและทุจริตโครงการสารพัด เราจึงจะเร่ง 3 อย่าง คือ 1.เปิดเผยความจริงให้เป็นที่ประจักษ์ ว่ารัฐบาลข่มเหงประชาชน และจะต้องรับผิดชอบอย่างไร 2.เปิดเผยการทุจริตของรัฐบาลว่าโกงกินอย่างไร โดยทั้ง 2 แนวทาง จะจัดเป็นนิทรรศการ และจัดเวทีปราศรัยสัมมนาทั่วประเทศ โดยจะเริ่มที่กทม.ก่อน

 ว่าที่ร.ต.พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ผลจากการจัดสัมนาครั้งนี้ กิจกรรมที่พรรคจะทำต่อไปคือเดินสายไปในจังหวัดต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค ที่ไม่ได้ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน โดยในกลางเดือนก.ค. จะเดินทางไปจ.สุรินทร์ อำนาจเจริญ หนองคาย ตั้งเป้าคนมาฟังอย่างน้อยจังหวัดละ 1 หมื่นคน การเดินสายไม่กลัวที่จะถูกรัฐบาลมองว่าเป็นการไปปลุกระดมหรือท้าทาย เพราะจุดประสงค์เพื่อไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนถึงการบริหารงานล้มเหลวของรัฐบาล ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น

 รวมทั้งจะเป็นการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และจะถือโอกาสนี้ชี้แจงถึงนโยบายใหม่ ๆ ของพรรค หรือ ประชานิยมเฟส 2 ในหลายโครงการ อาทิ พักชำระหนี้สำหรับผู้ที่เป็นหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท หากเราเป็นรัฐบาลจะรับผิดชอบดอกเบี้ยให้ 5 ปี กองทุนหมู่บ้านหากหมู่บ้านใดทำดีมีผลงานจะเพิ่มให้จาก 1 ล้านบาทเป็น 5 ล้านบาทและพัฒนาจากกองทุนหมู่บ้านให้เป็นธนาคารหมู่บ้าน นำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคกลับมา

 ส่วนกระแสการทาบทามส.ส.ให้ไปร่วมงานพรรคการเมืองอื่นนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่เรามีต้นทุนสูงอยู่แล้วเหนือทุกพรรค ที่เราจะเดินสายเพราะต้องการเอานโยบายทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จให้เป็น ไฮไลท์ สำคัญที่เราจะใช้ในการเดินเกมทางเศรษฐกิจตรงนี้ เพื่อสู้กับรัฐบาล เขาจะอยู่นานแค่ไหนเราไม่รู้ แต่เราก็พร้อมเสมอสำหรับการเลือกตั้ง