ข่าว

สภาสหรัฐระวังไม่เป็นเครื่องมือฝ่ายใด

สภาสหรัฐระวังไม่เป็นเครื่องมือฝ่ายใด

03 ก.ค. 2553

มติของสภาคองเกรสสหรัฐตอนตีสี่เวลาบ้านเราเช้าวันที่ 2 กรกฎาคม มีมติ 411:4 เรียกว่าล้นหลาม เป็นมติที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในประเทศไทยหันมาปรองดองเจรจากัน หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง เป็นมติที่มาในฐานะเป็นมิตรกับประเทศไทย

 สมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐได้แสดงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อประเทศที่เป็นมิตร แสดงความห่วงใยว่าความแตกแยกในสังคมไทยนั้นได้นำไปสู่การเผชิญหน้าที่รังแต่จะทำร้ายประเทศไทย

 ผลของการลงมติที่เป็นญัตติเช่นนี้ มิใช่เป็นเพราะการวิ่งเต้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย คุณทักษิณ ชินวัตร ที่ส่ง คุณนพดล ปัทมะ ไปวอชิงตัน หรือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ส่ง คุณเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ในฐานะผู้แทนพิเศษ ไปก่อนหน้านี้

 แต่เป็นเพราะว่ารัฐสภาโดยเฉพาะสหรัฐนั้นมีฝ่ายข้อมูลที่เกาะติดสถานการณ์ประเทศไทยค่อนข้างใกล้ชิด เป็นหน้าที่ของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย และสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันที่จะต้องให้ข้อมูลคนที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ

 ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์ฝรั่งไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายคุณทักษิณ เพราะว่าล็อบบี้ยิสต์ฝรั่งนั้นผลประโยชน์มีประการเดียวนั่นก็คือการรับเงินจากผู้จ้าง ไม่ได้มีความเป็นมืออาชีพในแง่ที่จะให้ข้อเท็จจริง เพราะว่าเขาจะเอาข้อมูลส่วนที่จะเป็นประโยชน์กับการทำหน้าที่ของเขา มิใช่เพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์เต็มที่

 ฉะนั้นทนายต่างประเทศที่คุณทักษิณจ้างนั้น ก็จะมุ่งเอาแต่ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายคุณทักษิณเท่านั้น ไม่ได้มองว่าคนไทยโดยส่วนรวมจะได้ประโยชน์อย่างไรไม่

 ขณะเดียวกันถ้าหากรัฐบาลไทยจ้างล็อบบี้ยิสต์ที่วอชิงตัน ล็อบบี้ยิสต์คนนั้นก็มุ่งแต่ที่จะเอาข้อมูลของฝ่ายไทย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อของผู้มีอำนาจ ก็ไม่ได้สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ควรจะเป็นจริงแต่ประการใด

 ฉะนั้นอย่าคิดว่าญัตติของสภาคองเกรสสหรัฐที่ออกมาด้วยเสียงค่อนข้างจะท่วมท้น  411:4 นั้นเป็นชัยชนะของฝ่ายใดในประเทศไทย

 แต่คนไทยทั้งประเทศน่าจะมองว่า สภาคองเกรสสหรัฐได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นมิตรเรียกร้องให้มีการนั่งลงพูดคุยกัน สนับสนุนนโยบายปรองดองที่จะได้ประโยชน์เต็มที่ต่อประชาชนคนไทย ไม่เลือกข้างไม่เลือกฝ่าย นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายจะต้องรับรู้และไม่ใช้เป็นประโยชน์ในการหาเสียงหรือสร้างคะแนนให้แก่ตัวเองแต่ประการใด

สุทธิชัย หยุ่น