
เปิดคำให้การ "ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์"
การปรากฏกายของ "นพดล ปัทมะ" ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ในช่วงจังหวะสภาคองเกรสเตรียมลงมติสนับสนุนแผนปรองดองนั้น นับเป็นอีกก้าวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ
หมากกระดานนี้เริ่มขยับเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จ้างล็อบบี้ยิสต์มือทองอย่าง "โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" และ "จีเจ อเล็กซานเดอร์ คนูปส์" ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม สู่เวทีโลก
ก้าวย่างของลิ่วล้อ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูเหมือนจงใจย่ำรอยกงล้อประวัติศาสตร์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขึ้นให้การสืบพยานเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยกรณีเหตุการณ์ "6 ตุลา 19" ต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยองค์การระหว่างประเทศ คณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2520 ตีพิมพ์ฉบับภาษาไทยครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์สนุกนึก เนื่องในวันเกิด ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2524
นี่คือเสี้ยวหนึ่งของความจริงจาก "ดร.ป๋วย" ในวันนั้น... สถานภาพของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยขณะนี้ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงหลายกรณี เหตุการณ์รุนแรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และรัฐประหาร ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการเริ่มต้นของการกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงที่ยังทำกันอยู่จนทุกวันนี้
การละเมิดสิทธิมนุษยชนมีหลายรูปแบบ คือการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ การทรมาน การประหารชีวิตโดยปราศจากการพิจารณาคดีในศาล การจำกัดเสรีภาพในความคิดเห็นและการแสดงออก ตลอดจนเสรีภาพของหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่น การจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ การยกเลิกขั้นตอนปกติของกระบวนการยุติธรรม และการใช้อำนาจทางสังคมควบคุมพลเมือง
หลังจากการเข่นฆ่าที่เกิดขึ้น มีผู้คนมากกว่า 3,000 คน ถูกจับกุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลายคนถูกทรมานและทำร้ายร่างกาย แม้กระทั่งรัฐบาลในกรุงเทพฯ พิจารณาแล้วยังพบว่าคนเหล่านี้บริสุทธิ์จึงได้รับการปล่อยตัว โดยปราศจากค่าชดเชยหรือการขออภัยใดๆ
อย่างก็ตาม รัฐบาลมีโอกาสใช้มาตรา 21 แห่งรัฐธรรมนูญ ลงโทษผู้ใดก็ตามที่ศาลปล่อยตัว ตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว นายกรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะกำหนดโทษประหารชีวิต จองจำ หรือโทษอื่นๆ แก่ผู้ใดก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาคดีในศาล
รัฐบาลไทยได้หันมาใช้วิธีการลับๆ ในการจับกุม คุมขัง และแม้กระทั่งการลอบสังหาร รัฐบาลให้อำนาจแก่ตัวเองที่จะทำเช่นนี้ได้ โดยออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 22 ซึ่งระบุว่า บุคคลใดที่เป็น "ภัยสังคม" อาจถูกจับกุมและคุมขังเป็นเวลานานๆ ได้
คำจำกัดความของ "ภัยสังคม" กินความกว้างขวางและคลุมเครือ ใครก็ตามที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ฝ่ายบริหาร หรือพลเมืองด้วยกันไม่ชอบก็อาจถูกระบุเป็น "ภัยสังคม" นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2519 มีผู้ถูกจับกุมด้วยข้อหานั้นถึง 8,000 คน
เล่ห์กลการจับกุมคุมขังอย่างลับนี้มีประโยชน์ในการตบตาผู้สังเกตการณ์ชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สถานทูต ให้คิดว่าการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ต้องหาและจำเลยเป็นไปอย่างยุติธรรม รัฐบาลประกาศเช่นเดียวกับผู้เผด็จการในสหภาพโซเวียต ชิลี ฯลฯ ว่าประเทศไทยไม่มีนักโทษการเมือง มีแต่คนคดโกงกับอาชญากร
ความจริงแล้วในจำนวนผู้ที่ถูกจับกุมว่าเป็น "ภัยสังคม" มีแพทย์ ครู นักศึกษา พระภิกษุ ชาวไร่ ชาวนา เจ้าของร้านค้า และผู้นำสหภาพแรงงาน
ทั้งนี้มีการปฏิบัติมิชอบต่อนักโทษที่เคยใช้ในสมัยก่อนปี 2516 กลับมาใช้ใหม่หลายอย่าง กล่าวคือ การทรมาน การขังเดี่ยว การจองจำในสภาพที่ทารุณเป็นเวลานาน และการใช้ "กรงเสือ" (ห้องขังขนาด 1x1.5x1 เมตร)
คณะรัฐบาลทหารสั่งห้ามการประชุมทางการเมืองที่มีผู้คนมากกว่า 4 คน นี่เป็นการละเมิดสิทธิในการชุมนุมอย่างสันติ กรรมกรไม่สามารถรวมตัวกันได้ ผู้ที่นัดหยุดงานจะถูกจับกุม ชาวนาชาวไร่ที่เดือดร้อนรวมตัวกันเรียกร้องความยุติธรรมไม่ได้ องค์การนักศึกษาถูกสั่งยุบ
หนังสือพิมพ์กับสื่อมวลชนอื่น ถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดและอย่างเป็นทางการ รัฐบาลทหารตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบและออกใบอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ มีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งทำการตรวจทานเนื้อหาที่หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์อย่างละเอียด ครู อาจารย์ในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยได้รับคำสั่งให้สอนอยู่ในแนวความรักชาติ โดยไม่ให้เอ่ยถึงระบบการเมืองต่างๆ แม้กระทั่ง "ประชาธิปไตย" มีเจ้าหน้าที่สืบราชการลับคอยนั่งฟังการบรรยายของครูอาจารย์อยู่ด้วย
การข่มเหงทำร้ายเกิดขึ้นทั่วไป เช่นเดียวกับในประเทศเผด็จการอื่นๆ ไม่มีใครกล้าเปิดความในใจออกมา เว้นแต่ผู้โชคดีที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ
"ประเทศของผมกำลังจะมุ่งไปสู่สงครามการเมือง เหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2519 และมาตรการที่นำมาใช้ในเวลาต่อมา เป็นการช่วยผู้ที่สู้รบกับรัฐบาลเป็นอย่างมาก ในลักษณะที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยคาดฝันมาก่อน ทั้งที่ไม่เฉพาะแต่จำนวนคนที่เข้าป่าหลายพันคน"
การสู้รบในประเทศไทยระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้ามได้ขยายใหญ่ถึงขนาดที่ใกล้เคียงกับสงครามกลางเมือง ในระยะ 3 เดือนแรกของปีนี้ รัฐบาลเองยังแถลงว่ามีประชาชน ทหาร และตำรวจ เสียชีวิตถึง 554 คน
ฝ่ายหนึ่งนั้นคือพวกคอมมิวนิสต์ที่เข้มแข็งและกำลังต่อสู้กับรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งคือรัฐบาลที่อ่อนแอและง่อนแง่น ในสถานการณ์เช่นนี้ การหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองจึงเป็นความรับผิดชอบของคนไทยที่มีมนุษยธรรมทุกคน เพื่อนฝูงของผมกับตัวผมเอง ทั้งผู้ที่อยู่ภายในและนอกประเทศกำลังแสวงหาทางที่จะเสนอให้มีการประนีประนอมในชาติทุกโอกาสที่จะทำได้ เรากำลังมุ่งทำงานเพื่อสิ่งนั้น แต่ก็ยอมรับว่าทำได้อย่างเชื่องช้า
ดร.ป๋วย เสนอสหรัฐ 3 ข้อ คือ 1.งดเว้นการส่งอาวุธให้แก่รัฐบาลกรุงเทพฯ 2.ช่วยเหลือไทยต่อไปในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม และ 3.ใช้อิทธิพลให้รัฐบาลไทยมีมนุษยธรรมมากขึ้น
"เหตุผลที่ผมต้องการให้สหรัฐเลิกจำหน่ายอาวุธเป็นเหตุผลที่มองจากแง่ของไทย เพื่อที่จะลดความทุกข์ ความเจ็บปวดให้เหลือน้อยที่สุด ผมพูดว่า หากรัฐบาลไทยในกรุงเทพฯ ได้รับอาวุธจากสหรัฐ พวกในป่าก็จะถูกบังคับให้รับ หรือมองหาอาวุธจากอีกค่ายหนึ่ง จากอภิมหาอำนาจอื่นอย่างแน่นอน นี่คือเหตุผลจากแง่ของไทย"
อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า "ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสอนในชั้นเรียนได้เลย ผมไม่แคร์นักกับรูปแบบของประชาธิปไตยที่จะมีขึ้นในประเทศของผม มันจะต้องเหมาะกับสภาพและความเป็นมาทางวัฒนธรรมของประเทศของผม ประชาธิปไตยแบบตะวันตก ประชาธิปไตยวิถีทางรัฐสภาแบบในตะวันตกอาจจะไม่เหมาะกับเรา ผมเห็นด้วยอย่างนั้น"



