
"กรณ์"เล็งเก็บภาษีที่ดินรกร้างอุ้มประชานิยม
รมว.คลังเดินหน้าประชานิยม ย้ำแนวคิดลดค่าครองชีพถาวรไม่กระทบเสถียรภาพด้านการเงินรัฐบาล และไม่ใช่นโยบายหาเสียง ย้ำ "รถไฟ รถเมล์" ฟรี แต่ต้องการช่วยเหลือคนจนหากประชาชนมีรายได้ดีขึ้นก็พร้อมจะยกเลิก ด้าน"มาร์ค" ทุ่ม 80 ล.จ้างงานสำรวจสำมะโนประชากร
นโยบายประชานิยมของรัฐบาลในเรื่องรถเมล์ รถไฟให้บริการฟรีแบบถาวร เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพของประชาชนนั้น กลายเป็นความขัดแย้งทางความคิดขึ้นเมื่อรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี แสดงความไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกับนักวิชาการบางกลุ่ม ส่งผลให้ รมว.คลังออกมาชี้แจงว่าสามารถยกเลิกได้
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนแบบถาวรจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาลอย่างแน่นอน ทั้งนี้ต้องดูผลในระยะยาวด้วยว่าหากปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนหายไปในระดับหนึ่ง หรือประชาชนมีรายได้ดีขึ้น รัฐบาลก็สามารถยกเลิกได้
"ข้อคัดค้านของนายไตรรงค์นั้นไม่เป็นปัญหา เพราะ ครม.ต้องคุยกันด้วยเหตุผลว่าสิ่งใดที่ดำเนินการและกระทบเสถียรภาพก็ไม่ทำ แต่การปฏิเสธการช่วยเหลือประชาชนนั้น รัฐบาลคงทำไม่ได้ เพราะประชาชนที่แสดงความคิดเห็นเข้ามาก็มีแต่เรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น" นายกรณ์ กล่าว
ลั่นพร้อมยกเลิกหากรายได้ ปชช.ดีขึ้น
รมว.คลัง ชี้แจงแนวคิดดังกล่าวอีกว่า ขอให้ใช้คำว่าระยะยาวมากกว่า ตอนนี้ได้พิจารณาโครงการนี้ทุก 3-6 เดือน ทั้งๆ ที่ความจริงต้องวางแผนระยะยาวว่าจะดูแลประชาชนอย่างไรในบางมาตรการ ขอเรียนว่าเราพิจารณาคงไว้เป็นนโยบายระยะยาวให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยได้ เช่น รถไฟชั้น 3 ที่ไม่ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายให้การรถไฟฯ มากนัก แต่อาจเสียรายได้ไประดับหนึ่ง แต่เป็นวิธีลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ระดับหนึ่ง หากรัฐบาลรับภาระแทนประชาชนได้ก็ควรพิจารณา
"แต่หากถามว่าถาวรหรือไม่ มันต้องดูระยะยาวว่าหากปัญหานี้หายไป ประชาชนมีรายได้ดีขึ้นก็ยกเลิกได้ จึงขอให้พิจารณาระยะยาว ไม่อย่างนั้นประชาชนจะทุกข์และลุ้นว่าจะต่ออายุมาตรการนี้ออกไปหรือไม่ อีกทั้งยังเป็นการแก้ข้อครหาเรื่องการนำเรื่องดังกล่าวไปใช้ในการหาเสียงอีกด้วย" นายกรณ์ กล่าว
มั่นใจไม่กระทบเสถียรภาพคลัง ปท.
ส่วนการแสดงความเป็นห่วงว่าโครงการเหล่านี้จะกระทบงบประมาณของประเทศ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องนำข้อกังขานี้มาพิจารณาอยู่แล้ว กระทรวงการคลังคงไม่ทำอะไรที่กระทบต่อเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศในระยะยาวแน่ แต่ต้องยอมรับว่ารายได้ของรัฐบาลที่รับมานั้นนำไปใช้พัฒนาประเทศและช่วยเหลือสวัสดิการประชาชนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนเวลาที่นายกฯ มอบให้กระทรวงการคลังไปศึกษานั้น โครงการนี้ต่ออายุไปแล้วถึงสิ้นปี ตอนนี้จึงมีเวลาพิจารณาและคงไม่ช้าว่าจะปรับรายละเอียดเช่นใด บางโครงการจะประกาศให้ประชาชนสบายใจว่าจะอยู่อีกกี่ปี
เมื่อถามว่าน่าจะจัดระดับความยากจนของประชาชนแล้วให้การช่วยเหลือโดยตรงเลย นายกรณ์ กล่าวว่า คิดอยู่ ความจริงก็จัดระดับความยากจนในตัวไปแล้ว เช่น การใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 90 ยูนิตต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนยากจน 9.5 แสนครัวเรือน โดยต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่ และตั้งใจคงไว้เป็นนโยบายระยะยาว หรือต้องปรับลงมาช่วยเหลือครอบคลุมครัวเรือนที่ยากจนจริงๆ และจะไม่กระทบต่อผู้เสียภาษีหรือทำให้กังวลว่ารัฐบาลจะมาเก็บภาษีเพิ่ม ซึ่งโครงสร้างภาษีนี้กำลังศึกษาอยู่และไม่สามารถพิจารณาเป็นรายภาษีได้เพราะต้องพิจารณาทั้งระบบ
ยันทุกมาตรการเหมาะสมปัดหาเสียง
"รัฐบาลกำลังช่วยเหลือประชาชน ใครจะนิยามว่าเช่นใดนั้น ขอถามว่าสิ่งที่ทำไปนั้นประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ ตรงนี้คือหัวใจและรัฐบาลพร้อมอธิบายเหตุผลของทุกมาตรการที่ปรับโครงการหลายอย่างตามความเหมาะสม เช่น ยกเลิกน้ำฟรีไปแล้วเป็นต้น มันสะท้อนความพยายามของรัฐบาลที่ดำเนินการแบบสมเหตุผลไม่ใช่ภาษีฟุ่มเฟือย" นายกรณ์ กล่าวชี้แจงข้อครหาที่ว่ารัฐบาลนำโครงการประชานิยมเข้ามาใช้มากมายเพื่อหาเสียง
พร้อมกันนี้ รมว.คลังยังกล่าวถึงราคาแก๊สหุงต้มที่ตรึงไว้ซึ่งหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยและควรแยกเป็น 2 ราคาว่า ใช่ ตรงนี้เป็นการบ้านที่นายกฯ มอบให้กระทรวงพลังงานไปศึกษา โดยเฉพาะการใช้แก๊สในภาคอุตสาหกรรม เพราะข้อเท็จจริงตอนนี้คือต้องนำเข้าแก๊สส่วนหนึ่งในราคาสูง
มุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำคนรวย-คนจน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันเดียวกันนี้ นายกรณ์ยังบรรยายพิเศษเรื่อง "ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย" จัดโดยวิทยาลัยการยุติธรรม สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมสำนักงานศาลยุติธรรมว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม จึงถือเป็นประเด็นท้าทายการทำงานของรัฐบาลว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร
"หากประเมินจากตัวเลขสถิติเมื่อ 25 ปีก่อน ที่เส้นระดับความยากจนจะอยู่ที่มีรายได้ต่อหัวที่ 1,400 บาทต่อเดือน จะมีประชากรที่ต่ำกว่าเส้นระดับความยากจนที่ 45% แต่ตอนนี้สัดส่วนลดเหลือเพียง 8% แม้สัดส่วนจะน้อย แต่หากประเมินเป็นตัวเลขจะสูงถึง 4 ล้านคน เพราะหากพิจารณาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ที่วัดจากกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 20% แรกเทียบกับกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% จะพบว่ามีส่วนต่าง 12.8 เท่าเมื่อ 25 ปีก่อน และถึงวันนี้ส่วนต่างก็ไม่เปลี่ยนแปลงมากอยู่ที่ 12.7 เท่า แม้ว่าตัวเลขจะไม่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายลง" นายกรณ์ กล่าว
เล็งถอนขนห่านเก็บภาษีที่ดินรกร้าง
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้กล่าวถึงแนวทางการลดความเหลื่อมทางเศรษฐกิจได้อีกทางคือ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีผลบังคับใช้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี เพราะรูปแบบภาษีที่เหมาะสมควรจะเป็นการจัดเก็บอย่างละครึ่งระหว่างภาษีเงินได้กับภาษีทรัพย์สิน แต่ปัจจุบันรายได้รัฐบาลกว่า 90% มาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ ขณะที่กว่า 70% ของที่ดินทั้งหมดยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ เมื่อมีภาระภาษีที่จะเก็บสูงในที่รกร้างว่างเปล่าก็จะกระตุ้นให้คนคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างไร
ด้านนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย และดูแลคุณภาพชีวิตบางกลุ่ม ไม่ใช่ช่วยเหลือทุกคน ดังนั้นจึงเห็นว่าหากจะช่วยเหลือมาตรการบางส่วนเพิ่มคงไม่กระทบฐานะการคลัง แม้ที่ผ่านมาการชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจทำให้ภาระหนี้ของประเทศมากนัก โดยอยู่ที่ 42% ของจีดีพี ถือว่าไม่เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี จึงไม่กระทบฐานะการคลัง
รัฐทุ่ม 800 ล.สำรวจสำมะโนประชากร
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมและมอบนโยบายในการประชุม "100 ปี สำมะโนประชากรประเทศไทย เทิดไท้องค์ราชัน" ว่า รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณจำนวน 800 ล้านบาท เพื่อจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะรอบใหม่ ซึ่งจะมีการจ้างงานกว่า 7 หมื่นคน ออกไปทำงานในพื้นที่และต้องมีการอบรม และผู้ที่มาอบรมต้องมีส่วนช่วยให้งานนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนให้เห็นถึงประโยชน์การทำสำมะโนประชากรหรือเคหะและรวมไปถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ
"การทำงานในภาคสนามต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หรือ 1 เดือนกว่า โดยหลังจากนั้นก็จะมีการประมวลผล ประมาณการว่าใน 3 เดือน ก็จะได้ยอดรวมสถิติต่างๆ แต่การประมวลข้อมูลสถิติต้องใช้เวลา 6 เดือนหรือมากกว่านั้น เพื่อวางแผนกำหนดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศ ระดับจังหวัด หรือระดับท้องถิ่น ให้แก่ทุกภาคส่วน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การตัดสินใจในเชิงนโยบายการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาต้องมีพื้นฐานมาจากข้อมูลที่ดีที่มีความแม่นยำ จึงมีความสำคัญไม่เฉพาะตัวเลขที่จะออกมาในไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่รวมถึงพื้นฐานของการตัดสินใจการวางแผน การกำหนดนโยบาย ซึ่งนำไปสู่เรื่องของคุณภาพของบริการสาธารณะที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับจากรัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ



