ข่าว

อภิสิทธิ์ยันกับสื่อประเทศมุสลิมมั่นใจฝ่าไทยวิกฤตได้

อภิสิทธิ์ยันกับสื่อประเทศมุสลิมมั่นใจฝ่าไทยวิกฤตได้

02 ก.ค. 2553

(2ก.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สนทนาและให้สัมภาษณ์คณะสื่อมวลชนจากภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ประกอบด้วยสื่อมวลชนจากอียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ ลิเบีย และทาจิกิสถาน ภายใต้โครงการเชิญสื่อมวลชนมุสลิมเยือนประเทศไทย ปี 2

 นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชนมุสลิมที่เดินทางเยือนประเทศไทย ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะสามารถรับทราบข้อเท็จจริงด้วยตนเองว่า บรรยากาศการเมืองและเศรษฐกิจของไทยนั้น สงบและมีความก้าวหน้าเป็นอย่งดี หลังจากที่ไทยต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางการเมือง ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพร้อมที่จะเดินหน้าแผนฟื้นฟู ปฏิรูป และมาตราการปรองดอง ในทุกด้าน เมื่อคณะสื่อมวลชนเดินทางกลับไปประเทศของตนเอง จะได้เป็นกระบอกเสียงและยืนยันว่า สังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่มีน้ำใจ เป็นมิตรไมตรี มีความอดทน อดกลั้น พร้อมให้อภัยและยังคงพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาเยือนไทยเสมอ

 ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนมุสลิม ที่ได้ให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทยและตะวันออกกลาง ทั้งไทยและอียิปต์ และไทยและทาจิกิสถานว่า รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทยและประเทศตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศต่างๆ ในภูมิภาคแอฟริกา โดยเห็นถึงศักยภาพทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และโดยเฉพาะความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการศึกษา ซึ่งจะเน้นให้มีการส่งเสริมกิจกรรมทั้งการศาสนาศึกษาและมุสลิมศึกษา ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา นอกจากนี้ หากมีโอกาสและความเป็นไปได้ ก็ตั้งใจที่เดินทางเยือนประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาในต้นปีหน้าด้วย

 ส่วน ประเด็นเศรษฐกิจนั้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่า เศรษฐกิจไทยได้มีเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากเดิมที่เคยเติบโตติดลบร้อยละ 2 - 3 ในปีที่ผ่านมา ได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและ GDP ในไตรมาส 1 ของปีนี้ เติบโตอยู่ที่ร้อยละ 12 คาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะอยู่ที่ร้อยละ 6 - 7  ในไตรมาสที่สองอย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาศที่สามของปีนี้ สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ ของประเทศนั้น ยังเติบโตอย่างสดใส การส่งออกที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของ GDP เติบโตสูงขึ้นถึง ร้อยละ 35 การขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น การจัดเก็บภาษีเป็นไปตามที่กำหนด สิ่งที่รัฐบาลยังต้องเร่งดำเนินการต่อคือ การกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้เดินทางมาท่องเที่ยวไทย

 ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ให้สนับสนุนภาคเอกชนที่มีความสนใจเข้าไปลงทุนในภูมิภาค ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสาขาการก่อสร้าง การรักษา พยาบาล ซึ่งไทยมีศักยภาพ รวมทั้งการส่งเสริมตลาดแรงงานไทยในตะวันออกกลาง รวมไปทั้ง การจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในภูมิภาคดังกล่าวด้วย นายก รัฐมนตรียังได้ชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญทั้งด้านการศึกษา โดยได้จัดมีหน่วยงานเฉพาะเข้าไปดูแลโรงเรียนพิเศษด้านศาสนา เปิดโอกาสให้โรงเรียนมีการจัดหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับท้องถิ่น ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของการคงกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นับว่าสถานการณ์ได้มีการปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ดังนั้น รัฐบาลได้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ สี่อำเภอในจังหวัดชายแดนใต้แล้ว

 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวความร่วมมือระดับภูมิภาคระหว่างอาเซียนและ กลุ่มประเทศรอบอ่าว (GCC) ว่า ทั้งสองภูมิภาคจะสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจ สังคม และความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประชากรของทั้งสองภูมิภาคโดยตรง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต