
"ในหลวง"ทรงห่วงสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบสุข
"สุเมธ" ระบุปัญหาทุกวันนี้ เพราะยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำชาติพัง แนะนายอำเภอ ปลัดจังหวัด น้อมนำพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ทำงานสนองชาติ ประชาชน เตือน ขรก.อย่าตีความตื้น ต้องเข้าใจประชาชนแล้วนำไปปฏิบัติ
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บรรยายในการประชุมสัมนาเชิงปฏิบัติการปลัดจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ที่ รร.แอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน พัทยา ในหัวข้อ “การน้อมนำพระราชดำรัสไปปฏิบัติ เพื่อให้บ้านเมืองมีความมั่นคงเป็นปกติสุข”
นายสุเมธ กล่าวว่า พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ประโยคแรก เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม พระองค์ท่านไม่ทรงใช้คำว่า “ปกครอง” เพราะคำว่า ปกครอง แสดงถึงการใช้อำนาจ ใช้กฎหมาย บริหารราชการแผ่นดิน แต่ทรงใช้คำว่า ครอง คือการรักษาแผ่นดินโดยใช้ความรัก ความเมตตา ไม่ใช่อำนาจ นี่คือธรรมาภิบาล ใช้ธรรมะ ความดี ความถูกต้อง ในฐานะข้าราชการ ต้องรับใส่เกล้าฯ
ส่วนประโยคที่สอง คือ “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” คือเป้าหมายในการครองแผ่นดิน ที่ใช้คำว่า ประโยชน์สุข โดยไม่พูดถึงเรื่องเงินทอง เพราะในแต่ละฝ่ายนั้นมีงบประมาณ แต่ถ้าไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ ความสุขก็เกิดไม่ได้ ความร่ำรวยไม่สำคัญเท่าสติปัญญา ทรงข้ามคำว่า เงินทอง อย่าหลงติดกับบริโภคนิยม ทุนนิยมที่กำลังครองโลก เราไม่มีปัญญาใช้เงินให้เป็นประโยชน์ก็ป่วยการ
นายสุเมธ กล่าวว่า การปฏิบัติทุกอย่างของข้าราชการ เกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนตัว เมื่อส่วนรวมอยู่ไม่ได้ ส่วนตัวก็อยู่ไม่ได้ เราต้องทำหน้าที่ให้บริบูรณ์ การเตือนมีหลายรูปแบบ แต่ต้องทำหน้าที่ให้บริสุทธิ์ สมบูรณ์แบบ อย่าคิดแต่แค่เรื่องแต่งตัว ต้องใช้สติปัญญาความรู้ความสามารถจนเกิดประโยชน์อย่างดีที่สุด พึงสังวรสถานะเอาไว้ว่า เป็นข้าราชการ ใครถามบอกว่า รับราชการ คือ รับงานจากพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ
“ผมเคยกราบบังคมทูลถามพระองค์ท่านเรื่องอาชีพ ตอนจดแจ้งมูลนิธิชัยพัฒนา ท่านรับสั่งว่า ถ้าใครถามว่าฉันทำอาชีพอะไร ให้บอกว่า ทำราชการ ทรงทำราชการ แต่พวกเรารับราชการ เราต้องเข้าใจความหมายระหว่างกัน พระเจ้าแผ่นดินเป็นภารกิจที่สูงส่ง ยึดมั่นคุณธรรมเป็นที่ตั้ง เราจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีไม่ได้ แต่หน้าที่ภารกิจของเราคือทำอย่างไรให้บ้านเมืองปกติสุข ก็ต้องพยายามส่งเสริมคนดีให้ได้ทำหน้าที่ หลายคนอาจมาบ่นกับผมว่า ทำดีเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น คนสอพลอได้ดี ก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้ทำดีต่อไป” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2547 แก่ผู้ว่าฯ ที่เอาฝรั่งมาอบรมกันที่หัวหิน จนคนวิจารณ์กันมาก ตนและคนไทยอีกสองสามคนถูกตามตัวในวินาทีสุดท้ายให้ไปอบรม และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ก็ทรงเป็นห่วงว่า เราใช้วิถีชีวิตแบบฝรั่ง แนวคิดแบบฝรั่งหรือ เราต้องมีหลักคิดไทย ต้องรู้ไทยบ้าง ไม่ใช่บริหารแบบชอบอะไรก็บูรณาการ ผู้ว่าฯ บูรณาการเป็นอย่างไร ไม่รู้ ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ในกระทรวงมหาดไทย มีเรื่องทุกอย่าง ไม่ใช่บริหาร ปกครอง มีการพัฒนาด้วย รัฐศาสตร์ก็ต้องใช้ นิติศาสตร์ก็ต้องใช้ เศรษฐศาสตร์เช่นกัน ผู้ว่าฯ ต้องมองหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
ดร.สุเมธ กล่าวย้ำว่า ทรงแช่งว่า ทุจริตนิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป ในวันข้าราชการพลเรือน ดังนั้นขอให้ทุกคนนึกถึงประโยชน์ของแผ่นดิน และความถูกต้องเป็นธรรม หน้าที่ของข้าราชการคือทำให้แผ่นดินสงบ และมีความเป็นธรรม แต่เป็นเรื่องยาก เดี๋ยวเจอญาติ เดี๋ยวเจอผู้มีอิทธิพล เดี๋ยวเจอนายสั่ง นายฝาก ต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยว แผ่นดินต้องมาก่อน
“เด็กวัยรุ่นอบรมยากที่สุด วันๆ คิดแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไปสอนเรื่องคุณธรรมก็ไม่ฟัง ผมก็บอก ไม่ฟังไม่ว่า แต่ขอแนะนำให้ก้มลงดูตีนตัวเองหน่อย เด็กก็ถามว่า ดูทำไม พอก้มลงดู ผมก็ถามว่า ยืนอยู่บนอะไร ยืนอยู่บนแผ่นดินไทย แต่เราไม่ค่อยนึกถึง ถ้าแผ่นดินไทยไม่มี ชาติไม่มี แล้วจะมีที่ยืนหรือ บ้านช่องคนอื่นคิดว่า เขาอยากให้เราอยู่หรือ ต้องดูแลบ้านเกิด ต้องมีที่สำหรับตัวเราเอง ถ้าไม่รักษาบ้าน วันๆ จะทำให้บ้านพังทลาย สุดท้ายก็ไม่มีที่อยู่” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า ในการดำเนินโครงการต่างๆ ทรงทำประชาพิจารณ์ทุกโครงการ และทำอย่างแท้ด้วย ไม่ใช่รูปแบบที่เราชอบทำ เรียกประชุมชาวบ้าน ถามว่า เอาไม่เอา ทรงทำตั้งแต่วันแรกที่คิดโครงการ เสด็จพระราชดำเนินไปหาประชาชน กางแผนที่อยู่ท่ามกลางประชาชน นายอำเภอ หรือข้าราชการที่เคยตามเสด็จ จะเป็นพยานได้ดี ทรงทำประชาพิจารณ์ แล้วรับสั่งด้วยถ้อยคำธรรมดา อธิบายว่า ทำอย่างไร แล้วทรงถามประชาชนว่า เห็นด้วยไหม บางแห่งประชาชนก็เสนอความเห็นที่ต่างไป เพราะรู้จักพื้นที่ดีกว่า พระองค์ก็ไม่ทรงขัด ดูแล้วประชาพิจารณ์รอบวง พอประชาชนเกลี่ยประโยชน์ได้ครบถ้วนหมดแล้ว ก็กลับมาที่ฝ่ายปฏิบัติว่า ประชาชนพร้อมแล้วพวกท่านพร้อมหรือไม่ ทรงถามหมดเลยแต่ละโครงการ
นายสุเมธ กล่าวว่า ในปี 2550 สถานการณ์เริ่มไม่ดี ทรงเคยเตือนให้สังวร สงบ สามัคคี คิดถึงชาติเป็นที่ตั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็มาจากยึดตัวเอง ยึดพวกเป็นที่ตั้ง พอประเทศชาติพัง ตัวเองจะไปอยู่ไหน ขอให้คิด ปีนั้นทรงเตือนมากเป็นพิเศษ ทรงเตือนเรื่องคิดถึงส่วนรวม ไมตรีจิต เมตตา เงื่อนไขให้เกิดความไม่สงบบ่อยครั้ง ทรงเตือนมาสามปีล่วงหน้า และทรงปรารถนาอยากเห็นคนไทยมีความสุข แต่ความสุขนั้น เราต้องให้ความรัก ความเมตตา ให้อภัย ไม่โกรธ มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ในปีนี้ก็ตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ
"แปลกไหม มันเกิดอะไรในบ้านเมือง ถ้าเราปฏิบัติแบบให้อภัย มีเมตตากัน ก็ไม่ต้องมีคณะกรรมการ คนคิดต่างกันไม่มีปัญหา แต่ชาติบ้านเมืองมาก่อนได้ไหม ขอแค่นี้ข้อเดียว จะใส่เสื้อสีอะไรก็เชิญ สีไหนก็ลูกท่าน ทุกคนยืนอยู่บนดินเดียวกัน ที่ฝ่ายปกครอง และประชาชนต้องช่วยกันรักษา ในฐานะที่เรารับราชการ” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธบอกว่า อย่างเรื่องโลกร้อนต้องช่วยกันประหยัดไฟ แต่ลองไปสังเกต ศาลากลาง ห้องประชุม ปิดม่านให้มืดแล้วเปิดไฟให้สว่าง แล้วกลับเขียนช่วยกันประหยัดไฟ ในห้องทำงานตนยังไม่เคยเปิดไฟ บางครั้งยังต้องปรับมูลี่ให้สว่างน้อยลงด้วย ไม่ต้องจ่ายเงิน เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ตามอำเภอ ห้องไหนมีแสงธรรมชาติก็ดับไฟได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประหยัดมาก เวลาทรงงานเปิดไฟเฉพาะที่โต๊ะ
ดร.สุเมธ ย้ำในตอนท้ายว่า การพัฒนาจะตั้งอยู่บนฐานนั้น กระแสพระราชดำรัสแต่ละข้อ ต้องตีความให้เข้าใจ แล้วไปปฏิบัติ จะเกิดผล แล้วอย่าลืมทศพิธราชธรรม ตนกล้ารับประกันว่า น้อยคนจะรู้ว่าสิบข้อมีอะไรบ้าง หาความหมายสิบข้อ แล้วนำมาปฏิบัติให้ได้ เราเองในฐานะข้าราชการ รับราชการ ต้องปฏิบัติตามด้วย รับรองว่าแล้วชีวิตราชการจะสงบสุขตามอัตภาพ ขอให้กำลังใจข้าราชการทุกคน



