ข่าว

อภิสิทธิ์ส่อให้ข้อมูลทนายแม้วกลัวบิดเบือน

อภิสิทธิ์ส่อให้ข้อมูลทนายแม้วกลัวบิดเบือน

02 ก.ค. 2553

"อภิสิทธิ์" ส่งสัญณาณไม่ให้ข้อมูลทนายแม้ว ชี้อาจถูกบิดเบือนอีก สั่งจนท.ใช้ดุลพินิจห้ามเข้าประเทศ "จตุพร"ลั่นจะรวบข้อมูลส่งสนง.กม.อัมเตอร์ดัมส์ฯเอง

เมื่อเวลา 15.50 น. 2 ก.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่นาย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอข้อมูลการกระชับพื้นที่และขอเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าไปดูหลักฐานต่างๆ ในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองภายใน 10 วันว่า ให้ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการฉุกเฉิน (ศอฉ.)พิจารณา


 “แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่าบุคคลนี้เป็นลูกจ้างและมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและเคยเข้ามาประเทศไทยและเลือกที่จะไม่รับทราบข้อมูลบางอย่างหรือเผยแพร่ข้อมูลบางอย่าง เช่นมาแล้วได้รับการพูดชัดเจนว่าการชุมนุมมีอาวุธ ก็ยังออกไปพูดในต่างประเทศว่าตลอดเวลาการชุมนุมไม่มีคนที่ติดอาวุธเลย อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น น้ำหนักต่างๆค่อนข้างน้อยและทำให้เห็นว่าข้อมูลหากเราส่งไปก็อาจจะถูกบิด เบือนเหมือนกัน ทั้งนี้อยู่ที่ ศอฉ.” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 เมื่อถามว่านายอัมสเตอร์ดัมได้อ้างสนธิสัญญาระหว่างประเทศ นายกฯ กล่าวว่า "สนธิสัญญาคงไม่ผูกพันกับนายอาร์มสตรอง เพราะเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับรัฐ นี่ขนาดชื่อผมยังจำไม่ได้เลย เพราะเขาไม่ใช่ลูกจ้างของผม” ทั้งนี้เชื่อว่าคงมีความพยายามแทรกแซงกระบวนการ ต้องดิ้นรน เพราะรับเงินมาเพื่อดำเนินการเช่นนี้แล้ว เมื่อถามย้ำว่าในเมื่อเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับรัฐ แล้วนายอัมเตอร์ดัมต่อสู้ในฐานะอะไร นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ

 เมื่อถามว่า แต่นายอัมสเตอร์ดัมพยายามเข้ามาแทรกแซงกระบวนการ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาก็ต้องพยายามและต้องดิ้นรน เพราะเขารับเงินมาทำอย่างนี้นี่ เมื่อถามว่า การที่นายอัมสเตอร์ดัมขอข้อมูลโดยอ้างสนธิสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐนั้นเป็นรัฐ ไทยกับรัฐอะไร เขาต่อสู้ในฐานะอะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่าไม่ทราบ

 เมื่อถามว่า รัฐบาลไทยควรจะให้ค่ากับนายอัมสเตอร์ดัมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันมีองค์กรที่เขาทำหน้าที่ตรวจสอบหลายองค์กรเป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะนี้เข้ามา ซึ่งโดยทั่วๆไปก็ให้ความร่วมมืออย่างดี แม้แต่คนที่ที่สนใจมาดูการทำงานของนายคณิต ณ นคร ซึ่ง มีหลายองคร์กรติดต่อมา ก็จะเป็นการร่วมมือกันด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร สำหรับกรณีของคนนี้เห็นได้ชัดไม่ได้เจตนาในเรื่องการที่จะมาช่วยเหลืออะไร นอกจากการทำงานให้กับนายจ้างของเขาและประวัติเขาก็เป็นอย่างไรด้วย

 เมื่อถามถึง กรณีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินไปสหภาพยุโรปเคลื่อนไหวลักษณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างที่เรียนจะมีคนที่เขามีหน้าที่รับจ้างมาทำอะไรเขาก็ต้องทำตามนั้น เมื่อถามว่า จะสามารถดำเนินการอะไรกับบุคคลเหล่านี้ได้ที่ เพราะการรับจ้างของเขามีผลกระทบต่อประเทศไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หนึ่ง เราต้องทำงานในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประเทศต่างๆ ซึ่งคิดว่ากรณีของสหรัฐฯ ถือเป็นตัวอย่างว่าเขามีความเข้าใจที่ดีพอสมควร สองเราทุกคนที่เห็นว่าข้อเท็จจริงถูกบิดเบือนอย่างไรต้องช่วยกันชี้แจง ส่วนที่เขาไปทำอะไรที่เกินเลยและเข้าขั้นที่ผิดกฎหมายเราก็ต้องดำเนินการ อยู่แล้ว เมื่อถามว่าเราจะต้องส่งตัวแทนไปชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้แทนการค้า ได้เดินทางอยู่เรื่อยๆ

 เมื่อถามว่า เราไม่สามารถดำเนินการอะไรได้นอกจากการชี้แจง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการกระทำความผิดขั้นไหน บิดเบือนข้อมูล พูดความจริงครึ่งเดียว ยอมรับมันเกิดอยู่ และเป็นความพยายามที่จะมาทำให้กระทบกระเทือนในส่วนของประเทศเรา ยืนยันว่าเราทุกคนต้องดูว่าเรา ควรจะให้ความเชื่อถือให้พื้นที่กับคนเหล่านี้มากแค่ไหน แต่เราก็รู้ว่าอย่างกรณีของนายอัมสเตอร์ดัมเขาก็มีวิธีการที่ใช้มาหลายกรณี แล้วที่เคยทำคดีต่างๆมา เขาก็จะมีเครือข่ายและทรัพยากรและค่าจ้างสูงพอสมควร เมื่อถามว่าบุคคลแบบนี้ยังสมควรให้เข้าประเทศอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็อยู่ที่เจ้าหน้าที่ เพราะเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

ยันงบศอฉ.เป็นไปตามหลักเกณฑ์คำนวนจากจนท.ปฏิบัติงาน

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ศอฉ.ใช้งบมากผิดปกติกว่า 1,000 ล้านบาทว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นไปตามเกณฑ์ เป็นเบี้ยเลี้ยงที่คำนวนจากจำนวนคนที่มาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นจึงชัดเจนยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์แน่นอน 

"จตุพร"ลั่นจะรวบข้อมูลส่งสนง.กม.อัมเตอร์ดัมส์ฯเอง
 
 ที่โรงแรมลองบีช พัทยา จ.ชลบุรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ล่าสุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ออกมากล่าวหาสำนักงานกฎหมายอัมเอตร์ดัมฯ รับจ้างพ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมทั้งแสดงท่าทีไม่ส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นการปลุกกระแสชาตินิยม สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปกปิดอะไรไว้ แผนปรองดองที่ทำขึ้นมาเป็นเพียงแค่แผนการ แต่พฤติกรรมนั้นตรงกันข้าม ไม่คิดที่จะทำตามแผนแต่อย่างใด ปากอย่างใจอย่าง หากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจจริงต้องให้ความร่วมมือในการแสวงหาข้อเท็จจริง สำนักงานที่รับว่าความให้พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มนปช.มีสิทธิที่จะรวบรวมพยานหลักฐานในประเทศไทยตามหลักกฎหมายสากล แต่รัฐบาลพยายามปกปิดพร้อมทั้งใช้กลไกลดำเนินการกันเอง โดยเห็นว่าคดีจ้างวานฆ่าของนายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ กลับถูกส่งไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และดีเอสไอส่งเพียงคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้ปปช.สอบแต่เรื่องการจ้างวานฆ่า กลับมีความพยายามดึงเรื่องไว้ ไม่ส่งไปยังศาลอาญา ซึ่งมีคดีอยู่ถึง 80 คดี รวมทั้งคดีพยายามฆ่ากว่า 1500 คดี

 นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลพยายามออกมาปั่นข่าวเองว่า นายอภิสิทธิ จะถูกลอบสังหารแต่น่าสังเกตุว่าเมื่อมีข่าวทำนองนี้ คนที่ตายกลับเป็นพวกผมทุกครั้ง และกรณีที่บอกว่าจะมีระเบิด 68 จุด นั้นอยากถามว่าเมื่อรู้แล้วทำไมไม่ไปจับ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระบวนการปั่นข่าวเพื่อนำงบประมาณมาใช้ มีการขอครม.ให้อนุมัติรถประจำตำแหน่งกันกระสุน ก็ใช้งบประมาณมากมาย การใช้งบประมาณใดๆไม่เคยนำมารายงานในสภาฯ

 ดังนั้นจึงจำเป็นที่เราต้องตรวจสอบ รัฐบาลชุดนี้นำภาษีอากรมาให้กับคนที่ฆ่าประชาช นและเมื่อคำนวนตัวเลขแล้วพบว่ามีการใช้งบประมาณสมัยคมช.ถึง 500 เปอร์เซ็นต์ น่าสังเกตุว่ายิ่งใกล้วันที่ 7 ก.ค. ซึ่งครบกำหนดพรก.ฉุกเฉิน ยิ่งมีการปั่นกระแสสร้างข่าว สร้างสถานการณ์จนน่าเห็นใจ ทั้งนี้ก็เพื่อหวังที่จะต่อพรก.ออกไปอีก มีทั้งการสร้างเรื่องว่าอ้อ อ้าย ผู้ต้องสงสัยว่าวางระเบิดซาเล้ง ได้หลบหนีไปต่างประเทศแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยรู้จัก การลอบ1ใน11ถัง ที่ไม่มีน้ำมัน เป็นการปั่นเรื่องขึ้นมาเอง

 “ กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมี 2 มาตรฐาน กรณีที่เกี่ยวกับรัฐบาลไม่คืบหน้าไปไหน แต่คดีของคนเสื้อแดงคืบหน้าไปเร็วมาก เมื่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศช่วยไม่ได้ ดังนั้นพวกตนต้องให้ต่างชาติเข้ามาช่วย หากรัฐบาลยังปกปิดต้องมารอดูกันว่าจะทำได้นานเท่าไหร่ เชื่อว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาลโลกอย่างแน่นอน วันนั้นนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ คงหลีกหนีชะตากรรมนี้ไม่พ้น ไม่ว่าวันนี้ตัวเองจะใหญ่โตแค่ไหน

 นายจตุพร กล่าวต่อว่า กรณีสภาฯสหรัฐ ลงมติเห็นด้วยกับแผนปรองดองของประเทศไทย ตนคิดว่า สหรัฐฯกำลังถูกต้มเหมือนคนไทย ใครดูเนื้อหาก็ต้องเห็นด้วยทั้งนั้น แต่เมื่อไปดูการปฏิบัติมันตรงกันข้ามกัน ไม่เคยมีความปรองดองเลย ” นายจตุพรกล่าวว่า

 เมื่อถามว่า คนในรัฐบาลพยายามบอกในทำนองเป็นการชักศึกเข้าบ้าน นายจตุพร กล่าวว่า กรณีปรส.สมัยรัฐบาลชวน ก็ไปเอาทุนต่างชาติมาประมูลสินทรัพย์ในไทย อย่างนี้ไม่ถือเป็นการชักศึกหรือ อีกทั้งคดีฆ่าคนตายก็ยังไม่คืบ เมื่อเราขอพึ่งกระบวนการในประเทศไม่ได้ จะไปพึ่งที่ไหน

 เมื่อถามว่าจะนำเรื่องดังกล่าวให้ไปสู่ศาลโลกให้ได้ใช่หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า แน่นอน เพราะดีเอสไอเป็นหนึ่งในศอฉ.เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโดยตรง แล้วรัฐบาลยังไปตั้งคนที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบคดี ดีเอสไอจะตั้งข้อหาตัวเองก็ไม่ได้ ซึ่งหลักฐานต่างๆเรามีหมด ในเมื่อเรามีต่างประเทศให้พึ่งก็พึ่ง ไม่ต้องการให้คนที่สั่งฆ่าคนตายโดยไม่รับผิดชอบ รัฐสภาฯสหรัฐ หรือใครเห็นแผนปรองดองก็ต้องรับทั้งนั้น แต่ยังไม่เห็นการปฏิบัติ ที่มันตรงกันข้ามกันเลย แม้เรื่องที่ออกมาจะดูเป็นบวกต่อรัฐบาล แต่เรื่องนี้ก็อยากให้ดูกันยาวๆ ว่าจะเป็นอย่างไร