
ไตรรงค์เบรกประชานิยมฟรีถาวรชี้ใช้งบมากเกิน
"ไตรรงค์" เบรกรัฐอุ้มรถเมล์ รถไฟ ค่าไฟฟรีถาวร ชี้เป็นภาระงบมากเกินไปในระยะยาว แนะนำเงินลงทุนสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลดีกว่า ถามคนไทยพร้อมจ่ายภาษีสูงหรือไม่ ขณะที่บิ๊กสหพัฒน์มั่นใจ ศก.ฟื้น เปิดฉากงานสหกรุ๊ปแฟร์คนล้น ชี้การเมืองสงบคนกล้าจับจ่าย คาดสะพัดกว่า
จากกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการ โดยให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษามาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน เช่น รถเมล์ รถไฟ และค่าไฟฟ้าฟรี ในรูปแบบบริการสาธารณะเพื่อสังคมอย่างถาวรนั้น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ซึ่งมองว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องดูแลประชาชนมากถึงขนาดนั้น เพราะจะสร้างภาระงบประมาณให้ประเทศในระยะยาว โดยรัฐบาลควรนำงบประมาณเหล่านี้ไปลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่มีประโยชน์มากกว่า เช่น การสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล และการสร้างถนน ประเทศก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอยู่
"ผมไม่เห็นด้วยกับมาตรการถาวร มีตัวอย่างให้เห็นแล้วเรื่องรัฐสวัสดิการ อย่างเช่น สวีเดน ซึ่งคนของเขาเสียภาษีสูงมาก ของไทยมีคนจ่ายภาษีเพียง 6 ล้านคน แต่ต้องไปแบกรับค่าใช้จ่ายให้คนกว่า 60 ล้านคน ถามว่าอยากให้เป็นแบบนี้กันหรืออย่างไร นักวิชาการเขาด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง ส่วนการต่ออายุมาตรการออกไปอีก 6 เดือน เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะ ครม.มีมติไปแล้ว แต่หลังจากนี้ จะทำอย่างไรต่อก็ว่ากัน แต่ไม่ควรทำเป็นมาตรการถาวร ควรปล่อยให้ประชาชนได้ดูแลตัวเองบ้าง ตามแนวทางของระบบสังคมสวัสดิการ ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเพียงเล็กน้อยน่าจะเหมาะสมกว่า อยากขอร้อง จนแล้วอย่าขี้ตามช้าง" นายไตรรงค์กล่าว
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า การที่ ครม.มีมติต่ออายุมาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้ เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อไม่ให้พุ่งสูงขึ้นแบบกระโดด นำไปสู่การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะมีผลต่อการฟื้นตัวของภาคการบริโภค ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้ถกเถียงเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ก่อนเห็นชอบให้ต่ออายุมาตรการ
ส่วนแนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไปศึกษาเรื่องรถเมล์ รถไฟชั้น 3 และค่าไฟฟ้าฟรี ให้เป็นบริการสาธารณะในรูปแบบถาวรนั้น เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า เห็นด้วย เพราะเป็นบริการสาธารณะที่เข้าถึงคนจนเมืองและคนชนบทได้ดี ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ทำให้ประหยัดพลังงาน แต่การที่นักวิชาการบางกลุ่มออกมาคัดค้าน มองว่ามีการมองที่ตัวเงินภาษีที่รัฐบาลต้องใช้สนับสนุนบริการ แต่ไม่เคยมองถึงผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศและคนไทยจะได้รับ
"ผมอยากถามว่านักวิชาการบางคนเคยเดินเข้าไปในสลัมไหม เคยถามไหมว่า คนจนเหล่านี้เขามีรายได้วันละกี่บาท อยากให้ไปสัมผัสกับชีวิตคนจนเมืองหรือคนชนบทบ้าง ผมอยากให้นักวิชาการมองสังคมไทยด้วยความเป็นธรรม ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยว่า วันนี้คนในสังคมมีความเป็นอยู่และพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอยู่มาก" นายอำพนกล่าว
นายอำพนกล่าวถึงการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีว่า ควรศึกษาให้ดีเกี่ยวกับการแยกราคาก๊าซแอลพีจีที่ใช้ในครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องยอมรับว่าก๊าซแอลพีจีเป็นทรัพยากรของประเทศที่คนทั้งประเทศมีสิทธิใช้ในราคาถูก ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็ต้องว่ากันไป ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดอยู่แล้ว ส่วนกรณีค่าไฟฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย คิดเป็นรายจ่ายที่รัฐบาลต้องรับภาระเป็นเงิน 200 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน แต่หากครอบครัวไทย 3 ล้านครัวเรือน มุ่งประหยัดการไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ใช้ไฟฟ้าเกิน 90 หน่วย ถือเป็นการกระตุ้นให้คนไทยลดการใช้ไฟฟ้า
ด้านนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังเติบโตได้ดี สะท้อนจากศักยภาพตลาดในประเทศ กำลังซื้อและความต้องการบริโภค แต่เนื่องจากในช่วง 2 เดือนที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย ทำให้นักลงทุนต่างประเทศชะลอการลงทุน และการเดินทางเข้ามาไม่คักคึกเหมือนปีก่อนๆ ซึ่งเครือสหพัฒน์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยปกติของทุกปีตั้งแต่ต้นปีจะมีนักลงทุน หรือผู้บริหารระดับสูงเดินทางมาพบเพื่อดูลู่ทางธุรกิจ แต่ปีนี้ไม่มีนักธุรกิจเดินทางเข้ามาเหมือนก่อน
"ตอนนี้ไทยเสียโอกาสด้านการลงทุนให้แก่อินโดนีเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ถ้ารัฐบาลไม่เร่งแก้ไขปัญหา ไทยอาจล้าหลังเวียดนามภายใน 10 ปี" นายบุณยสิทธิ์กล่าว
วันเดียวกัน เครือสหพัฒน์เปิดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 14 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 กรกฎาคมนี้ โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือกว่า 1,000 รายการ ลดราคา 50-70% นายบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหารบริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การต่ออายุ 5 มาตรการช่วยเหลือประชาชนออกไป จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อ และบรรยากาศจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักขึ้น แม้ช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยทางการเมืองจะเข้ามามีผลกระทบต่อกำลังซื้อและการดำเนินธุรกิจของบริษัทบ้าง แต่พบว่าขณะนี้กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวแล้ว และมั่นใจว่าภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยบริษัทวางเป้าหมายรายได้เติบโต 10% ในสิ้นปีนี้
“5 มาตรการช่วยเหลือประชาชน หากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณได้ดีและทำได้นาน จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังใจ และตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายขึ้น สำหรับงานสหกรุ๊ปแฟร์ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1 ล้านคน มีเงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท โดยเฉพาะวันแรกได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก เนื่องจากหลายคนชะลอการใช้จ่ายมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อ 2-3 เดือนก่อน เมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ จึงมั่นใจที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น" นายบุญเกียรติกล่าว



