
นายกส.ก.พ.จี้มาร์คช่วยคุ้มครองข้าราชการตงฉิน
นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนจี้ นายกฯ ให้ทำหน้าที่ประธานก.พ.คุ้มครองขรก.ตงฉิน ไม่ให้ถูกผู้บังคับบัญชาลั่นแกล้ง หลัง วิเชียร ถูกตั้งกรรมการสอบวินัย เหตุแฉเรื่องโครงการคอมพ์ฯ ฉาว 3,490 ล้าน หวั่นข้าราชการท้อไม่กล้าขัดผู้บังคับบัญชาขี้โกง
(1ก.ค.) นายจาดุร อภิชาติบุตร หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้มีการบังคับใช้มาตรการการคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการจำนวน 7 ข้อที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบเมื่อปี 2542 และ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 98 ว่าด้วย เรื่องการคุ้มครองข้าราชการผู้ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน อันเป็นประโยขน์และเป็นผลดีต่อทางราชการ มาปฏิบัติให้เป็นจริงเพื่อคุ้มครองข้าราชการที่ออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง เช่นกรณีที่นายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผู้อำนวยการส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน (สพท. ) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดขอบข่ายงาน (ทีโออาร์) โครงการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้บริการประชาชนทางด้านการทะเบียน และการทำบัตรประชาชนแบบใหม่ของกรมการปกครอง วงเงิน 3,490 ล้านบาท ที่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยหลังจากที่เป็นผู้ออกมาระบุว่าโครงการเช่าคอมพิวเตอร์ฯที่มีการประกวดราคาไปนั้นไม่เป็นไปตามที่ทีโออาร์กำหนด และอาจเกิดความเสียหายตามมาได้
“เห็นชัดเจนแล้วว่าข้าราชการที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องการทุจริตถูกกระทำอย่างไร เห็นได้จาก กรณีนี้หากเป็นแบบนี้ไปเขาคงไม่กล้าที่จะทัดทานอำนาจผู้บังคับบัญชาอีกต่อไปแล้ว เพราะผู้บังคับบัญชาเป็นผู้สั่งตั้งกรรมการสอบเอง โดยเรื่องที่สอบก็เป็นเรื่องมาตั้งแต่ปี 2544 เรื่องที่เกิดขึ้นได้รับความสนใจจากข้าราชการมากว่าการถูกตั้งกรรมการสอบวินัยดังกล่าว เป็นผลจากการทำงานอย่างตรงไปตรงมาว่าโครงการเช่าคอมพิวเตอร์ฯมีกระบวนการที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ เพราะหากเป็นแบบนี้ต่อไปการปฏิบัติราชการจะมีปัญหาแน่ๆ เพราะต่อไปคงไม่มีใครกล้าออกมาต่อสู้กับการทุจริต แต่คงไปรวมหัวกันทุจริตแทน” นายจาดุร กล่าว
นายจาดุร กล่าวต่อว่า ขอให้กำลังใจข้าราชการทุกคนออกมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อราชการลุกขึ้นสู้ และขอความคุ้มครองไปที่นายอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานก.พ. ซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมายฉบับนี้ และขอเตือนว่าหากมีการกลั่นแกล้งที่เด่นชัดก็จะถือว่าผู้บังคับบัญชาคนนั้นได้ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ระวังจะโดนเสียเอง เพราะมาตรการ 7 ข้อที่ก.พ.ทำไว้นั้นเพื่อคุ้มครองข้าราชการที่นำข้อมูลการทุจริตใดๆมาเปิดเผย โดยที่ผู้บังคับบัญชาไม่มีสิทธิที่จะกลั่นแกล้งไม่ว่าจะเป็นการตั้งกรรมการสอบ หรือการขู่ในรูปแบบต่างๆ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของข้าราชการที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเขาทนไม่ได้ที่เห็นการทุจริต จึงต้องออกมาให้ข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ
นายจาดุร กล่าวอีกว่า มาตรการ 7 ข้อประกอบไปด้วย 1. ให้ถือว่าการให้ข้อมูลหรือการเป็นพยาน หรือการส่งเอกสารหลักฐานเป็นการปฎิบัติหน้าที่ราชการ 2. ผู้บังคับบัญชาต้องไม่กลั่นแกล้งในทางใดๆ ต่อข้อราชการผู้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน 3. ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความคุ้มครองแก่ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน โดยมิให้ถูกกลั่นแกล้งหรือข่มขู่จากผู้ถูกร้องเรียนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และขอความร่วมมือ หรือประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเป็นทนายแก้ต่างในกรณีที่ผู้ให้ข้อมูลถูกฟ้องร้องในคดีแพ่งหรืออาญา 4. ผู้บังคับบัญชาอาจให้บำเหน็จความชอบในกรณีพิเศษแก่ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือถ้อยคำในฐานะพยานที่เป็นประโยชน์ และผลดียิ่งแก่ทางราชการ
5. คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชา สามารถใช้ดุลยพินิจเพื่อกันบุคคลผู้มีส่วนร่วมกัน กระทำผิดไว้เป็นพยาน หรือลดหย่อนโทษได้ตามเหตุและผล 6. ข้าราชการ ผู้ให้ข้อมูล หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยานสามารถร้องขอความเป็นธรรมต่อ ก.พ.ได้ เมื่อถูกกลั่นแกล้งอันเป็นผลจากการให้ข้อมูล หรือให้ถ้อยคำในฐานะพยาน 7. ให้ข้าราชการแต่ละประเภทถือปฏิบัติตามมาตรการนี้ และองค์กรกลางบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการแต่ละประเภทอาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการให้ความคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการเกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมตามกรณีต่อไป
นายกสมาคมข้าราชการฯ กล่าวว่า ข้าราขการที่คิดว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้งจากการทำหน้าที่ ควรใช้มาตรการตรงนี้เพื่อปกป้องการทำหน้าที่ของตัวเอง โดยควรจะทำเรื่องร้องเรียนไปที่สำนักงานก.พ. เพราะตรงนั้นมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก.พ. และก.พ.ต้องทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ถ้าไม่เช่นนั้นกฎที่มาออกมากว่า 10 ปี คงไม่มีประโยชน์ถ้าไม่มีการนำไปปฏิบัติ



