ข่าว

ออมสินดึงเงินสปส.ให้กู้ทำอาชีพเสริม

ออมสินดึงเงินสปส.ให้กู้ทำอาชีพเสริม

01 ก.ค. 2553

แบงก์ออมสินกล่อมกองทุนประกันสังคม นำเงินฝาก 6 พันล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยให้ 1% เพื่อนำเงินมาปล่อยกู้สมาชิกลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์หารายได้เสริม เบื้องต้นยึดอัตราดอกเบี้ยและวงเงินตามสินเชื่อตามสินเชื่อห้องแถว คาดช่วยได้ 1.2 หมื่นรายเริ่มเดือนกรกฎาคมนี้

 นายธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลงทุนและบริหารเงิน ธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้หารือกับผู้บริหารกองทุนประกันสังคม (สปส.) และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เกี่ยวกับการนำเงินจากกองทุนประกันสังคม วงเงิน 6 พันล้านบาท มาฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน โดยได้รับดอกเบี้ยอัตรา 1% เพื่อให้ธนาคารสามารถนำเงินฝากต้นทุนต่ำดังกล่าว มาใช้ในปล่อยกู้ให้สมาชิกกองทุนประกันสังคมและบุคคลในครอบครัวมีโอกาสได้กู้เงินไปใช้เพื่อการลงทุนประกอบอาชีพเสริมหารายได้เพิ่มเติม โดยประสานความร่วมมือกับสมาคมธุรกิจแฟรนไชส์ในการคัดเลือกธุรกิจที่น่าสนใจมาฝึกอบรมอาชีพและให้คำแนะนำการลงทุน

 "ขณะนี้ได้ข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว โดยทางกองทุนประกันสังคมจะจัดสรรเงินมาฝากที่ธนาคารออมสิน โดยยอมรับอัตราดอกเบี้ย 1% วงเงิน 6 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกหรือบุคคลในครอบครัวมีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่ม โดยการซื้อแฟรนไชส์มาลงทุนเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ เนื่องจากทางสมาคมแฟรนไชส์จะทำหน้าที่คัดเลือกธุรกิจในสมาคมที่ประสบความสำเร็จ หรือน่าสนใจมานำเสนอ รวมทั้งดูแลฝึกอบรมอาชีพให้จนสามารถประกอบธุรกิจได้จริง เช่น ขายน้ำเต้าหู้ ข้าวมันไก่  ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น" นายธัชพล กล่าว

 สำหรับรายละเอียดในการให้กู้แก่ผู้มีสิทธิขอกู้เงินนั้น นายธัชพลกล่าวว่า อยู่ระหว่างพิจารณากำหนดอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาในการผ่อนชำระคืน โดยเบื้องต้นจะยึดตามอัตราของสินเชื่อห้องแถวที่ปัจจุบันให้กู้ไม่เกินรายละ 5 แสนบาท ระยะเวลา 10 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ หรือประมาณ 5.85% ขึ้นอยู่กับวงเงิน ซึ่งธนาคารออมสินสามารถนำมาปล่อยกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะเป็นเงินก้อนที่มีต้นทุนต่ำกว่าระดมจากช่องทางอื่นๆ 

 ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเหลือสมาชิกกองทุนประกันสังคมที่ต้องการเงินกู้ประกอบการชีพประมาณ 1.2 หมื่นราย หรือไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท และหากประสบความสำเร็จมีความต้องการเงินกู้สูงกว่านี้ ทางธนาคารออมสินก็จะเจรจากองทุนประกันสังคมเพื่อขอเพิ่มวงเงินต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และมองว่าน่าจะได้รับความสนใจจากสมาชิกกองทุนเหมือนโครงการอื่นๆ