
เรือนชานบ้านเมือง-สงครามรอบใหม่ เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้หนักแน่ !!
สงครามรอบใหม่ ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลรวมทั้ง พลพรรคเสื้อเหลือง ที่ให้การสนับสนุนอยู่ กับ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านรวมทั้ง พลพรรคเสื้อแดง ที่ให้การสนับสนุนอยู่ กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้าไม่นานเกินรอนี้
โดยผ่านร่างทรงของทั้งสองฝ่าย คือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำ นปช. เป็นผู้ลงสมัคร ส.ส.กทม. เขต 6 ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งซ่อมแทน นายทิวา เงินยวง ของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสียชีวิตลง นี่คือโอกาสอีกครั้งที่พรรคเพื่อไทย และ พลพรรคเสื้อแดง จะได้แสดงพลัง ตัดไม้ข่มนาม เขย่าขวัญรัฐบาลและพรรคร่วม รวมทั้ง พลพรรคเสื้อเหลือง ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจจะล่าไปเป็นต้นปีหน้า สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจเลือก นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
หากมองในฐานะคนที่ทำสื่อมาเป็นระยะเวลายาวนาน การที่พรรคฝ่ายค้านส่ง นายก่อแก้ว ลงสมัคร เป็นเสมือน “สงครามรอบใหม่” ในการแย่งชิงพื้นที่ในสื่อต่างๆ ซึ่งก็ได้ผลครับเพราะเป็นที่สนอกสนใจของบรรดาสื่อทั้งไทยและเทศ ผมว่ารัฐบาลเลิกหลอกตัวเองและยืดอกยอมรับ “ความจริงวันนี้” เถอะครับ ว่าภาพลักษณ์ของรัฐบาลกำลังตกต่ำและกำลังถูกประณามในแง่ลบจากสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่ทั่วโลก ดังนั้นการเลือก นายก่อแก้ว ของ พรรคเพื่อไทย ในครั้งนี้ นอกจากจะหวังผลที่จะชนะการเลือกตั้งซ่อมแล้ว ก็ยังหวังผลทางด้านการเมืองในระยะยาว รวมไปถึงการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นรวมทั้งยังหวังผลทางด้านภาพลักษณ์จากสื่อต่างๆ เพราะผู้สมัครรับเลือกตั้งยังอยู่ในฐานะผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายที่กำลังถูกคุมขังและเป็นที่สนใจของสื่อต่างชาติที่ติดตามข่าวคราวตั้งแต่ครั้งการสลายการชุมนุมของรัฐบาล (โดยการใช้กระสุนจริง) ผมขอเตือนสติอีกครั้งครับว่า รัฐบาลต้องยอมรับ ความจริงวันนี้ ว่าภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงในมุมมองของสื่อต่างชาตินั้นไม่ได้เลวร้ายอย่างที่สื่อของไทยได้นำเสนอ
อีกทั้งสถานการณ์ทางการเมืองกำลังตกอยู่ในสภาพที่เปราะบาง อันเป็นผลมาจากการสลายการชุมนุมแบบนองเลือด ที่ส่งผลให้บรรดา แกนนำ นปช. ถูกคุมขังและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งซ่อมในเขตพื้นที่เมืองหลวงที่ยังอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและสถานการณ์สามารถพลิกผันไปในทิศทางต่างๆ จนยากที่จะควบคุมและคาดเดา ก็อย่าแปลกใจนะครับว่านับแต่นี้ต่อไปจนถึงวันที่ 25 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันวัดผลแพ้ชนะการเลือกตั้งซ่อมในครั้งสำคัญนี้ ผมเลยคาดการณ์เอาไว้ว่าคงจะมีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง
ดังที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นว่า “สงครามรอบใหม่” ที่เป็นอีกยกหนึ่ง ที่พญาช้างสารจะประลองกำลังกัน อุณหภูมิในสมรภูมิเดือดกำลังก่อตัวร้อนแรงขึ้นหลังจากเหตุการณ์ได้เงียบสงบลง เป็นการส่งสัญญาณรบอีกครั้งหนึ่ง จากพรรคฝ่ายค้านและ พลพรรคเสื้อแดง ดังนั้นห้ามกะพริบตาเป็นอันขาดครับ เพราะในพื้นที่เลือกตั้งดังกล่าวในอดีต พรรคเพื่อไทย เคยกวาดที่นั่ง ส.ส.เรียบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเขตหนองจอก คันนายาว บึงกุ่ม ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่งมาตีตื้นยึดพื้นที่คืนได้โดยการไปเปลี่ยนกติกาการเลือกตั้งไม่นานมานี้เอง
เมื่อเห็นภาพรวมเช่นนี้ จึงเป็น “สงครามรอบใหม่” มีปัจจัยที่จะตัดสินการแพ้ชนะกัน อยู่ที่กระแสของคนกรุงเทพฯ เป็นการสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เพราะหากใครพ่ายแพ้ก็จะส่งผลถึงอนาคตทางการเมือง ดังนั้นถ้าใครไม่แน่จริงก็อย่าคิดแหยมลงมาร่วมทำศึก “สงครามรอบใหม่” ในครั้งนี้ (พรรคการเมืองใหม่ คิดถูกแล้วครับที่ถอนตัวไม่อย่างนั้นจะเปลืองตัวไปเปล่าๆ) ก็อย่ากะพริบตาครับ ถ้าเปรียบมวยคู่นี้ก็สูสีคู่คี่ ออกอาวุธกันได้อย่างแพรวพราว อีกทั้งยังเล่นกันในกติกา และนอกกติกา ใช้ทั้งวิชาเทพและวิชามาร สนุกยิ่งกว่าหนังกำลังภายในแบบบู๊ล้างผลาญกันอีกหลายเท่าครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



