
อย่าสับสนระหว่างรัฐสวัสดิการกับประชานิยม
"รัฐสวัสดิการ" กำลังเป็นคำใหม่ที่ผุดขึ้นพร้อมๆ กับอภิมหาโครงการสร้างความปรองดองแห่งชาติและปฏิรูปการเมือง แต่เชื่อได้เลยว่าคนไทยส่วนใหญ่กำลังถูกนักการเมือง นักวิชาการและสื่อบางสื่อ ปั่นหัวจนเกิดความสับสนระหว่างประชานิยมกับรัฐสวัสดิการ โดยอาจเข้าใจผิดคิดว่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ค่อยๆ พัฒนานโยบายประชานิยมท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองและนักวิชาการบางกลุ่มว่าแค่ลอกเลียนหรือต่อยอดนโยบายประชานิยมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนในที่สุดก็เบ่งบานกลายเป็นนโยบาย "รัฐสวัสดิการ" นายอภิสิทธิ์ เองพยายามชี้แจงว่าการทำรัฐสวัสดิการฟรีตลอดชีพก็เพื่อตัดช่องใช้หาเสียงการเมือง อีกทั้งเชื่อว่าจะช่วยคนจนได้ตรงจุดทั่วประเทศ และกำลังเป็นทางออกของสังคมที่ต้องการก้าวพ้นความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำในสังคม
ก่อนหน้านี้ ทั้งนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์พากันเตือนว่ารัฐสวัสดิการไม่ใช่ทางออก แต่เป็นเรื่องของการหาเสียงทางการเมือง เนื่องจากระแวงแคลงใจว่าเป็นเรื่องของประชานิยมแบบเสพติดนิรันดร์กาล อย่างไรก็ดี นักวิชาการก็ยอมรับว่าหากไม่เดินหน้าสู่สังคมสวัสดิการ ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะอยู่ไม่ได้ และธุรกิจก็ยากจะเติบโต บนความเสี่ยงของภาวะการเมือง
เราเห็นด้วยในข้อที่ว่ารัฐสวัสดิการเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และรัฐก็ได้เริ่มทำในบางส่วนแล้ว แต่รัฐจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ดีก่อนว่ารัฐสวัสดิการนั้นแตกต่างไปจากประชานิยมที่เป็นไปอย่างฉาบฉวยและชั่วครั้งชั่วคราว แถมได้ไม่ถ้วนหน้ากัน แต่รัฐสวัสดิการจะช่วยสร้างหลักประกันทั้งด้านการศึกษาผ่านนโยบายเรียนฟรี 15 ปี หลักประกันด้านสุขภาพที่ประชาชนแค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวก็รักษาได้ฟรี หลักประกันด้านชราภาพ ที่ผู้สูงอายุได้รับเงินเดือนคนละ 500 บาท และหลักประกันการว่างงาน เป็นต้น รวมทั้งจะต้องชี้แจงให้ประชาชนตระหนักว่าของฟรีไม่มีในโลก นั่นหมายความว่าประชาชนจะต้องเสียสละมากน้อยตามแต่ฐานะ ในรูปของการจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้น เป็นต้น
ที่สำคัญ รัฐสวัสดิการจะต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจและการเมืองครั้งใหญ่โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูประบบการศึกษา การปฏิรูปที่ดิน ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้ลงลึกจนเห็นเป็นรูปธรรมทั้งในเรื่องของการตั้งธนาคารที่ดิน การพักหนี้และการคืนที่ดินให้เกษตรกร เช่นเดียวกับต้องเร่งแก้ปัญหาภัยแล้งและปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น



