ข่าว

สุเทพไม่หวั่นตกเป็นเป้าสังหารชี้ในรบ.มีหลายคน

สุเทพไม่หวั่นตกเป็นเป้าสังหารชี้ในรบ.มีหลายคน

01 ก.ค. 2553

“สุเทพ" ไม่หวั่นไหวข่าว “ตกเป็นเป้าสังหาร” ลั่นมีหน้าที่สำคัญทำให้ “บ้านเมืองปลอดภัย” รับมี “คนในรัฐบาล” ตกเป็นเป้าหลายคน แต่ไม่ประมาทกำชับ เจ้าหน้าที่อารักขาเข้ม “บุคคลสำคัญ-สถานที่เสี่ยง” ลั่นไม่ปรองดองกับคนทำผิดกม.เด็ดขาด ยันรัฐบาลตั้งใจจริง หวังให้ปร

(1ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.00 น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผบ.ตร.ระบุว่ามีการข่าวการลอบสังหารผู้นำ และบุคคลสำคัญและข่าราชการระดับสูง ว่า ตนก็ได้รับข่าวสารจากสื่อมวลชน เข้าใจว่าเป็นเรื่องทางการข่าวของพล.ต.อ.ปทีป ส่วนในความรับผิดชอบของตนนั้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวังดูแล และรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญๆต่างๆ ยืนยันว่าไม่ได้ประมาท เพราะทราบดีว่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นการก่อการร้ายเกิดขึ้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ในบ้านเมืองจึงต้องระมัดระวังในการดูแล ฉะนั้นเราต้องระวังอย่าได้ไปตกใจตื่นเต้นอะไร เรามีหน้าที่ป้องกันแก้ไข ซึ่งจะทำให้ดีที่สุด

 นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าทางการข่าวมีเรื่องนี้เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องค่อยวิเคราะห์ และแก้ไขไปตามสถานการณ์ อย่างที่ตนเคยบอกว่าบ้านเมือง ไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ มันมีกลุ่มคนที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมืองอยู่กลุ่มหนึ่ง ฉะนั้นเราต้องระมัดระวังกวดขันดูแลความสงบเรียบร้อยให้ดีและมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

 เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ตัวเองตกเป็นเป้าหมายการลอบสังหารด้วย รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความั่นคง กล่าวว่า ตนคิดว่าคนไทยทุกคนรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุกรณ์ร้ายที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ถ้าเราไม่ช่วยกันระงับเหตุร้ายนี้ให้หมดไป บ้านเมืองเราก็จะเสียหาย“ ผมไม่มีหน้าที่ที่จะมากังวลใจเรื่องของตัวเอง แต่มีหน้าที่ที่คนไทยมอบหมายให้คือการดูแลเรื่องความอยู่รอดปลอดภัยของบ้านเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า มีคนอื่นที่อยู่ในฐานะเดียวกับผมอีกหลายคน และจะมัวมาเป็นทุกข์เป็นร้อนไม่ได้ แต่จะต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเช่นเดียวกัน ”นายสุเทพ กล่าว

 เมื่อถามว่าการมีข่าวการลอบสังหารเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างประเทศเป็นอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ต่างประเทศจะมองอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเราจะมัวไปกังวลเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เรามีหน้าที่รีบเร่งแก้ไขสถานการณ์ทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติ บ้านเมืองกลับสู่ปกติ

 เมื่อถามว่าขณะนี้มีปัญหาว่ารัฐบาลระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดเป็นการก่อการร้าย ทำให้บริษัทประกันไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยได้ นายสุเทพ กล่าวว่า เราต้องพูดความจริงกัน เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหลบเลี่ยง มันมีเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นซึ่งเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายจริงๆ ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบก็ตามมันได้เกิดขึ้นแล้ว และเราไม่สามารถบิดเบือนไปเป็นอย่างอื่นได้ ส่วนความจริงทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร มันก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ซึ่งการแก้ไขและเยียวยาก็ต้องดำเนินการต่อไปแต่จะไปเอาเท่ห์และพูดอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริงมันทำไม่ได้

 เมื่อถามว่ารัฐบาลมีหลักฐานเกี่ยวกับการก่อการร้ายหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินคดีอยู่แล้ว ถ้าอดใจรอก็จะเห็นผู้กระทำความผิด ส่วนการช่วยเหลือเยียวยานั้นมีหน่วยงานที่คอยดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่นายกฯมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้โดยตรง

 ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะทำให้เกิดความปรองดองได้อย่างไร เพราะรัฐบาลยังคงไล่ล่าอย่างต่อเนื่อง รองนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งใจจริงที่จะให้เกิดการปรองดองสมานฉันท์ คือประชาชนคนไทยทั้งหมดที่อยู่ในประเทศนี้จะต้องไม่แตกแยกกัน ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันอย่างไร จะต้องไม่นำมาเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกมาทำร้ายมาห้ำหั่นกันเองเหมือนกับที่บางฝ่ายพยายาม ยุยงส่งเสริมปลุกระดม เพื่อให้คนไทยแตกแยกให้เกิดสงครามกลางเมือง เราปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วถ้าใครกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ในสังคมประชาธิปไตย กฏหมายถือเป็นหลักสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองไม่ใช่เอาสองเรื่องมารวมกัน และไม่ใช่ว่าคนทำผิดดำเนินคดีไม่ได้ เพราะรัฐบาลประกาศปรองดองแล้ว ยืนยันว่าเราไม่ปรองดองกับคนที่ทำผิดกฎหมาย

 ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีพรรคเพื่อไทยออกมาตั้งข้อสังเกตว่าทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) มีการใช้งบประมาณในการดำเนินการเป็นจำนวนมากผิดปกติ นายสุเทพ กล่าวว่า “ ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ไอ้พวกนั้นพยายามสร้างภาพให้ใหญ่”

“เชาวริน”ชี้ปูดข่าวลอบฆ่า”นายกฯ-สุเทือก”เลี่ยงลงช่วยหาเสียง

 ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าไม่เป็นผลดีในภาพรวมที่มีข่าวดังกล่าวก็เป็นเรื่องดีที่ไม่ควรประมาทซึ่งอาจเป็นเหตุผล หรือข้ออ้าง เพื่อทำให้ทั้งนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพไม่ต้องลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส.กทม.ในเขต 6 เพราะช่วงนี้หากนายกฯลงพื้นที่ก็เดือดร้อนข้าราชการคงต้องใช้เจ้าหน้าที่ข้ามาคุ้มกันความปลอดภัยจำนวนมากมาย ซึ่งหากนายกฯไม่ลงพื้นที่หาเสียงก็ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน อย่างไรก็ดี ที่น่าเป็นห่วงไปกว่านั้น หากทั้งสองลงพื้นที่ไปช่วยจริงๆก็เกรงว่าก็เกิดโดนชาวบ้านถ่มน้ำลายใส่ก็จะยิ่งเสียหายไปกันใหญ่

 ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวอีกว่า ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ถึงแม้ว่านายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค จะไม่มีโอกาสได้รับอนุญาตจากศาลให้ออกมาพบปะเพื่อหาเสียงกับประชาชนได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเบื้องต้นได้คุยส.ส.ในพรรคแล้ว ก็พร้อมร่วมกันลงไปช่วยอย่างเต็มที่ ซึ่งรูปแบบคล้ายๆกับ “สกลนครโมเดล” แต่ปรับให้สอดคล้องกับพื้นที่ แต่เชื่อมั่นว่ามีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่ประชาชนเทให้อย่างท่วมท้น โดยไม่หวั่นหรือกลัวกับพวกกากเดนทรราชย์ หรือเผด็จการ