
บัวแก้วไม่จ้างล็อบบี้ยิสต์ชนทักษิณ
ชวนนท์ลั่นบัวแก้วยังไม่เพลี่ยงพล้ำถึงขั้นต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์ชนทักษิณ หลัง นพดล โร่ฟ้องสหรัฐฯ บอกไม่เกินการคาดหมาย คุยรู้หมดไปไหนเจ้าของประเทศบอก แต่มารยาททางการทูตเปิดเผยไม่ได้ พร้อมเย้ยได้พบแค่ระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป ดีเอสไอยังไม่ถอนอายัดบัญชี"โอ๊ค
(1ก.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบปะกับกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศไทย ว่า ต้องเข้าใจข้อเท็จจริงก่อนว่า ทางรัฐบาลได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่เราได้มีการทำความเข้าใจมาตอนต้นๆ สถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยก็ได้มีการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอด สิ่งที่เราได้ดำเนินการมาโดยตลอดได้มีหลักฐานยืนยันว่าเข้าใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแถลงการณ์ผ่านวุฒิสมาชิก สิ่งต่างๆ ที่ได้มีการพูดคุยกันไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นกับทางสหรัฐอเมริกา
“ ส่วนที่นายนพดลเดินทางไปเป็นเรื่องที่เราคาดเดาได้อยู่แล้ว ว่าวันนี้มีความพยายามดึงเวทีนานาชาติ องค์กรต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน แม้แต่กระบวนการยุติธรรม หรือกระบวนการปรองดอง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ยืนยันได้ว่า เราได้รับรายงานมาโดยตลอด ทางสหรัฐฯเองเมื่อมีการติดต่อประสานงานไปก็ได้มีการชี้แจงผ่านสถานทูตไทยในอเมริกันให้เรารับทราบว่า มีการเคลื่อนไหวของบุคคลใด มีการขอพบระดับวุฒิสมาชิก รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ผมเชื่อว่าไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนักจากที่คุณนพดลต้องการ เชื่อว่าเป็นการเข้าพบได้แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ของสำนักวุฒิสมาชิก เขาก็เปิดโอกาสให้เข้าไปเพื่อรับฟังสิ่งที่คุณนพดลพูด บางครั้งเขาก็อยากมีคำถามกลับไปเหมือนกันว่า สิ่งที่คุณนภดลดำเนินการอยู่ หรือสิ่งที่ผู้ที่ต้องการใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย เขามีความต้องการอะไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สหรัฐฯประสานงานกับกระทรวงมาโดยตลอดอยู่แล้ว” นายชวนนท์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางไปของนายนพดลคือส่วนหนึ่งที่นายโรเบิร์ด อัมสเตอร์ดัม ดำเนินการหรือไม่ นายชวนนท์ กล่าวว่า ตรงนี้คงหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธไม่ได้ เพราะคุณโรเบิร์ด อัมสเตอร์ดัม ก็เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น มีความพยายามเดินทางไปหลายๆ ประเทศ เพื่อดึงประเทศเหล่านั้นมาเห็นใจฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ และเข้ามามีส่วนร่วมแทรกแซงกระบวนการกิจการภายในของประเทศไทย ตนเรียนยืนยันทุกประเทศที่เดินทางไปก็จะชี้แจงมาว่า มีการเดินทางไปพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ และยืนยันว่า ส่วนใหญ่ที่ได้รับรายงานก็จะเป็นการพูดจาในเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณมากกว่า เรื่องผลประโยชน์ของชาติ เพราะประเทศต่างๆ ก็ยืนยันชัดเจนสนับสนุนแนวทางการปรองดองของไทย และยินดีสนับสนุนรัฐบาลนำพาประเทศพ้นจากวิกฤต และการเดินทางไปแต่ละประเทศก็ผลประโยชน์หลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่ขอให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศนั้นได้ บางประเทศก็ไม่อนุญาตก็ไปล็อบบี้ให้เดินทางไปประเทศต่างๆ เราได้รับรายงานหมดแต่เป็นมารยาททางการทูตไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด แต่การประสานเรากับมิตรประเทศ เวทีต่างประเทศมีอย่างใกล้ชิด ถ้าเวทีไหนข้องใจเขาก็จะประสานงานมายังรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศโดยตรง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการติดตามผลหรือไม่หลังจากที่นายนพดลไปพบมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ นายชวนนท์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่เขาได้ยืนยันกับเรา มีการแจ้งนายนภดลเดินทางไปก็เป็นการยืนยันชัดเจนอยู่แล้ว สนับสนุนแนวทางเรา และระดับที่นายนพดลพบก็เป็นระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป ขณะนี้มีการรายงานว่า ทางฝ่ายโน้นมีแผนที่จะเดินทางไปยังประเทศแถบยุโรป ทางเอเซียเพิ่มเติม เราก็ติดตามอยู่ แต่ที่เราไม่ห่วงเพราะเขาก็จะแจ้งสถานทูตไทยประจำประเทศนั้น
เมื่อถามว่า กลไกที่มีอยู่ของกระทรวงการต่างประเทศ เพียงพอในการรับมือการล็อบบี้ยิสต์หรือไม่ เลขานุการรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ถ้าพูดกันในข้อเท็จจริงเราไม่มีความเป็นห่วง แต่เราก็มีความกังวลใจอยู่ในความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เมื่อถามว่า รัฐบาลมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะมีการจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อดำเนินการตรงนี้ นายชวนนท์ กล่าวว่า ในขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศยังทำงานอย่างเต็มที่ ยังไม่มีข้อสงสัยใดๆ มาจากมิตรประเทศ ยังไม่มีการเพลี่ยงพล้ำ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปจ้างใครมาทำงานด้านนี้ และหากมองในมุมกลับการที่เราได้รับผลสำเร็จในเรื่องต่างๆ อาทิ การได้ตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน การได้รับการยอมารับจากนานาชาติ ก็ทำให้ผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์จากแผนการปรองดองมีความไม่สบายใจ จึงเดินสายในการโน้มน้าวประเทศต่างๆ ให้เข้าข้าง
นายชวนนท์ ยังกล่าวต่อถึงปฏิกิริยาของประเทศกัมพูชาเรื่องการหลบหนีของผู้ต้องหาในประเทศไทยโดยปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับประเทศกัมพูชานั้น รวมทั้งมีการกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยอยู่ในภาวะล้มเหลว ว่า เรื่องกัมพูชาเป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาได้ชี้แจงปฏิเสธแล้วว่าไม่มีการเดินทางของบุคคลที่เป็นที่ต้องการของทางการไทย ดังนั้นก็ต้องให้เกียรติกัน ส่วนจะมีการลักลอบเข้าไปตามตะเข็บชายแดนหรือไม่นั้น เรื่องนี้ทางข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงก็ต้องดิตตามต่อไป
เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวเรื่องปราสาทพระวิหาร เพราะทางกัมพูชาเปิดโอกาสให้เอ็นจีโอเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลไทย เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นกิจการภายใน แต่สิ่งที่เรายืนยันคือกระบวนการการแบ่งเขตแดนก็ต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง และต้องเสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะมีการขึ้นจดทะเบียนเป็นมรดกโลก ส่วนกิจการภายในจะสนับสนุนใครอย่างไรก็ถือเป็นสิทธิ ส่วนจะมีการนำประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารมาทำให้เกิดความร้อนระอุระหว่างชายแดนหรือไม่นั้น ตนไม่หวังให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือขอให้ใช้กลไกที่มีอยู่ในการคลี่คลายปัญหา เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา ส่วนเรื่องอื่นคงต้องรอให้การแบ่งเขตแดนเสร็จเรียบร้อยก่อน
ดีเอสไอยังไม่ถอนอายัดบัญชี"โอ๊ค - เอม"
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีทนายความของนายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร นำบัญชีเงินฝากเข้าชี้แจงธุรกรรมการเงินพร้อมระบุว่าไม่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชีเนื่องจากถูกอายัดตามคำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ว่า ดีเอสไอจะยังไม่เสนอให้เพิกถอนการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินของนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา จนกว่าพนักงานสอบสวนจะตรวจสอบอย่างละเอียดเนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าทนายความได้ชี้แจงธุรกรรมการเงินครบถ้วนหรือไม่ และจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดธุรกรรมการเงินของแต่ละราย จะต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทั้งนี้ตนไม่เชื่อว่าการตรวจสอบของ ปปง.จะกระทำในลักษณะของการเหวี่ยงแห หรือเสนอให้เรียกบุคคลทั้ง 83 รายชื่อเข้าให้ข้อมูลทางการเงินเพียงเพราะมีรายชื่อเป็นบุคคลสำคัญ แต่น่าจะเป็นการระงับการทำธุรกรรมการเงินที่มาจากการมีพฤติกรรมต้องสงสัยไม่ใช่เพียงเป็นบุคคลในตระกูลชินวัตร ดังนั้นจึงขอตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนอีกครั้ง
นายธาริต กล่าวด้วยว่า การเรียกสอบธุรกรรมต้องสงสัยเป็นไปตามขั้นตอน หากสามารถชี้แจงได้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ และดีเอสไอไม่ได้คิดว่าเป็นการเสียหน้าหากผู้ใดสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงจนสิ้นข้อสงสัยได้ เพราะทั้ง 83 ราย จะต้องมีผู้ที่ชี้แจงได้ปะปนอยู่บ้าง ส่วนกรณีที่บางรายของเลื่อนการชี้แจงออกไปก่อนนั้นดีเอสไอจะเปิดโอกาสให้มีการชี้แจงได้ภายในกรอบ 60 วัน สำหรับความคืบหน้าการสอบสวนคดีก่อการร้ายนั้น พนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ความไม่สงบในจุดต่างๆ โดยมั่นใจว่าจะสามารถสรุปสำนวนสั่งฟ้องได้ทันภายในกำหนดฝากขังที่เหลืออยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่านายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า ได้ถอนเงินสดไปเก็บไว้ที่บ้าน อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ต้องพิจารณาความสมเหตุสมผล ขณะนี้ยังไม่ขอตอบว่านายสันติชี้แจงได้หรือไม่ แต่อยากถามกลับว่าหากทั้ง 83 รายชื่อ อ้างว่าเบิกเงินสด 30,000 ล้านบาท ไปเก็บไว้เองที่บ้านนั้น มันสมเหตุสมผลหรือไม่ หากต้องให้นำหลักฐานเงินสดทั้งหมดมาแสดงเพื่อยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อการร้าย จะทำได้หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวการเรื่องลอบสังหารบุคคลสำคัญ นายธาริต กล่าวว่า หน่วยงานด้านการข่าวของดีเอสไอยังตรวจสอบไม่พบ พบเพียงรายงานข่าวว่าจะมีการลอบก่อวินาศกรรมที่สถานที่ราชการ โดยใช้ระเบิด TNT ต่อกับอุปกรณ์ เช่นถังแก๊ส เหมือนกับกรณีระเบิดที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งตรงกับการข่าวก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังพูดถึงการดูแลความปลอดภัยพยานและสำนวนคดีว่ามีการดูแลความปลอดภัยสูงสุดตั้งแต่ต้น จึงยังไม่ได้เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแจ้งเตือนถึงการวางแผนก่อวินาศกรรมหน่วยราชการ บรรยากาศในดีเอสไอตั้งแต่ช่วงเช้าได้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาดูแลความปลอดภัยทั่วบริเวณอาคารดีเอสไอ โดยมีการตั้งเต้นท์ตรวจยานพาหนะที่ผ่านเข้าออก และตั้งเครื่องตรวจจับโลหะบุคคลที่เข้าออกภายในอาคารอย่างเข้มงวด
"กษิต"เยือนแดนมังกรฉลองสัมพันธ์การทูต35 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมงานเลี้ยงรับรองฉลองครบรอบ 35 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย - จีน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย. - 1 ก.ค. ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย - จีน ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่กระชับราบรื่นดีตลอดมา มีความร่วมมือระหว่างกันในทุกแขนงสาขา และลึกซึ้งมากขึ้น ที่จีนได้รับเอาเรื่องเศรษฐกิจการตลาด ทำให้มีการเปิดตลาดค้าขาย มีการท่องเที่ยวกันยิ่งขึ้น ทำให้องค์รวมมีความเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และคุณภาพ รวมถึงความลึกซึ้งด้านความสัมพันธ์ ที่สำคัญ คือ การเมืองภายใน ทั้งสองฝ่ายจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน เคารพกัน ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล จีนก็ไม่เคยแทรกแซง เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเชื่อใจกัน
เมื่อถามว่า จากช่วงเหตุการณ์วิกฤติทางการเมือง จนถึงวันนี้ มุมมองของจีนที่มีต่อไป ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ นายกษิต ตอบว่า คงไม่ เพราะจีนไม่แทรกแซงเลย ไม่ว่าจะมีการประท้วงของเสื้อสีอะไร จีนก็คบหาสมาคม ไม่ว่ารัฐบาลใด เขาก็คบ ไม่ได้บอกว่าคนนี้ชอบ คนนี้ไม่ชอบ อีกทั้งเขาเห็นว่าไทยเป็นกุญแจสำคัญในเสถียรภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาเซียน จึงอยากให้ไทยมีเสถียรภาพ หากไร้เสถียรภาพก็จะกระทบต่อทุกคน ซึ่งเขาหวังอยากให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้
ส่วนกรณีคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาในไทยนั้น นายกษิต กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดูแลประชาชนของเขาให้ระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นอำนาจอธิปไตยของเขา แต่เราก็เพียรพยายามบอกทุกประเทศทั่วโลกและจีนว่า ไม่เคยมีเหตุการณ์ใดๆ ของการประท้วงในไทยที่จะเข้าไปทำร้ายชาวต่างประเทศ อย่างไรก็ดีประเทศไทยเที่ยวได้ทั้งประเทศ ดังนั้น 3 ถนน 5 ถนนในกทม. ก็หลีกเลี่ยง และอีก 70 กว่าจังหวัดก็สามารถท่องเที่ยวได้ อีกทั้งไทยเป็นสังคมเปิด โอบอ้อมอารี ต้อนรับต่างประเทศ เรายืนยันว่าการเมืองอาจจะมีปัญหา แต่คนยังมีไมตรีจิตไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อถามถึงการพบปะหารือกับ รมว.ต่างประเทศ ของจีน นายกษิต กล่าวว่า จะเป็นการชี้แจงถึงสถานการณ์ล่าสุดให้ทราบว่าเรากำลังทำอะไรกัน และมายืนยันกับเขาว่าเราจะเป็นรัฐบาลที่ดี มีธรรมาภิบาล ตอบสนองความต้องการของประชาชน และเป็นรัฐบาลที่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่กับต่างประเทศ อย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง
“ สิ่งที่จีนอยากเห็น คิดว่าเป็นเรื่องเสถียรภาพของเรา ผมได้พูดกับผู้นำและรมว.ต่างประเทศ หลายประเทศ ว่า เราไม่อยากเป็นประเทศที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับมิตรประเทศ เพื่อนฝูง เป็นเรื่องของประชาชนทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะเสื้อแดง ก็เลิกใช้ความรุนแรง เลิกข่มขู่ และกลับมาสู่โต๊ะเจรจา ใครผิดก็กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ต้องเอาความรักเมืองไทย รักสันติภาพมาก่อน จะเอาแต่ประหัตประหารกันเพื่อให้ได้อำนาจทางการเมืองกลับมาด้วยวิถีทางอะไรก็ได้นั้น คนจะตายก็ไม่เป็นไร ผมคิดว่าเป็นบาป และผิดกฎหมาย ก็ต้องให้ท่านผู้นำเสื้อสีโน้น คิดให้ดีว่า จะทำลายประเทศไทยต่อไปหรือ ทุกอย่างมันสู้ด้วยเหตุผลได้ สู้กันในสภา และเลือกตั้งได้ แต่ว่านี่แค่ลงสมัครเลือกตั้งซ่อมใน กทม. ก็ข่มขู่ คู่ต่อสู้กันแล้ว เป็นสิ่งที่น่าละอาย จะเอาชนะกันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องนึกถึงภาพลักษณ์ประเทศ ต้องละอายกันบ้าง เพราะเราคนไทยมีหน้าที่ต้องรักษาประเทศให้สง่างาม จึงต้องวิงวอน ขอร้องกัน ” นายกษิต กล่าว



