ข่าว

กันใช้หาเสียงมาร์คแจงทำสวัสดิการฟรีตลอดชีพ

กันใช้หาเสียงมาร์คแจงทำสวัสดิการฟรีตลอดชีพ

30 มิ.ย. 2553

"นายกฯ"แจงทำรัฐสวัสดิการฟรีตลอดชีพตัดช่องการเมืองใช้หาเสียง โต้ถึงต่ออายุช่วงธันวาก็ถูกมองว่าหาเสียงอยู่ดี เชื่อช่วยคนจนได้ตรงจุดทั่วประเทศ ชี้บางเรื่องก็ไม่ต้องอิงกลไกตลาด ยันรัฐบาลทำอะไรมีการคำนวณแล้ว ยันตรึงราคาแอลพีจีแก้ปัญหาถูกจุด ย้ำแนวคิดปรับค่าแร

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 30 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นักวิชาการออกมาคัดค้านมาตรการรัฐสวัสดิการรถเมล์ รถไฟและไฟฟ้าฟรีตลอดชีพว่า เป็นเรื่องที่เรากำลังอยากจะให้มันเป็นระบบ ซึ่งจะเอาไม่เอาอีก 6 เดือนก็คงจะมีคำตอบ

 “ที่ไปบอกว่าเป็นเรื่องการเมือง ความจริงการที่เราปล่อยให้มันเป็นเรื่องชั่วคราวแล้วก็เป็นเรื่องของครม.ที่จะมาตัดสินใจ 2 เดือนที 3 เดือนที 6 เดือนที ก็อาจจะถูกมองว่าเป็นการเมืองมากกว่า ในขณะที่เราเชื่อว่าบริการเหล่านี้เป็นบริการสำหรับคนที่มีรายได้น้อย คนด้อยโอกาส ก็เป็นเรื่องของรัฐวิสาหกิจให้เขาทำเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่ารัฐบาลก็ให้เงินอุดหนุน เป็นบริการทางสังคม ซึ่งเป็นระบบที่มีความโปร่งใสชัดเจนดี ส่วนจะให้หรือไม่ให้เดือนธันวาคมก็จะมาพิจารณาอีกครั้ง” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่ามีการมองถึงความเหลื่อมล้ำที่ช่วยแต่คนในเมือง ไม่ได้ช่วยคนชนบท นายกฯ กล่าวว่า มันก็มีหลายมาตรการ อาทิ รถไฟ ค่าไฟ ซึ่งขึ้นอยู่กับเราว่าจะต่ออายุหรือทำให้เป็นระบบหรือไม่ แต่หลายมาตรการเราก็สนับสนุนช่วยเหลือคนทั้งประเทศอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เช่น เรื่องแก๊สหุงต้ม
 
 เมื่อถามว่าแต่นักวิชาการและรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ท้วงว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดและไม่ควรทำยาวนานเกินไปเพราะจะเป็นผลเสียมากกว่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่ามีหลายเรื่องที่เราจะอิงกลไกตลาดอย่างเดียวไม่ได้ ในบางบริการที่ตนเห็นรถเมล์กับรถไฟมีเหตุผลเพราะว่าไม่ใช่เรื่องของการบริการทั่วไป แต่เป็นกรณีของรถไม่ปรับอากาศ เป็นรถไฟชั้นสาม ซึ่งค่อนข้างช่วยคนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนที่มีรายได้สูง มีอันจะกินไม่ได้ใช้บริการเหล่านี้

 “ถ้าถามว่าจะใช้แต่กลไกตลาดก็ไม่ต้องมีภาษี ไม่ต้องมีงบประมาณเลยสิครับ ก็ไม่ใช่ เราก็มีการเก็บภาษีมีการจัดบริการสาธารณะ ผมกลับมองว่า 2 มาตรการรถเมล์-รถไฟ ผมพูดมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มต้นก่อนรัฐบาลก่อนว่าแม้กระทั่งตอนวิกฤติเศรษฐกิจไอเอ็มเอฟยังเห็นด้วยกับเราเลยว่ากรณีรถไม่ปรับอากาศ กรณีรถไฟชั้นสาม รัฐควรจะอุดหนุนให้ เพราะว่าเป็นการช่วยเหลือคนยากจนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่ารัฐบาลอยู่ในภาวะที่การเงินเข้มแข็งพอที่จะไปทำในลักษณะรัฐสวัสดิการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเราดูสถานการณ์คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านวิกฤติมาแล้วเทียบกับสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลกน่าจะมองเห็นว่า 1.เอาเข้าจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องกู้เงินครึ่งหนึ่งของที่เราบอกว่าจำเป็นจะต้องกู้เพิ่มเติมจากปกติ 2.งบประมาณปีที่แล้วที่บอกว่าขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท แต่เอาเข้าจริงเราเก็บรายได้เกินเป้าเกือบ 3 แสนล้าน ก็เท่ากับว่าแทบไม่ขาดดุลเลย ซึ่งนี่คือในภาวะที่เศรษฐกิจค่อนข้างจะตกต่ำและเพิ่งฟื้นตัวขึ้นมา ดังนั้นเวลารัฐบาลพิจารณาก็ดูตามความเป็นจริงของฐานะการเงินการคลังอยู่แล้ว บางเรื่องเราจึงระมัดระวัง อย่างเช่น เรื่องเบี้ยยังชีพเราทราบเลยว่าฐานคนเยอะมากเพราะถ้าขยับเงิน 500 บาท เพียงนิดเดียวจะเป็นภาระงบประมาณอย่างมาก จึงเริ่มต้นทำเรื่องกองทุนเงินออมแห่งชาติ อย่างไรก็ตามเพราะรัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่คิดถึงแต่ว่าช่วยเหลือประชาชนแล้วไม่สนใจโครงสร้างระยะกลางหรือระยะยาวอยู่แล้ว ทุกเรื่องเราจะทำอะไรเราจะมีการคำนวณออกมาว่าภาระเป็นอย่างไร กระทบต่อโครงสร้างหรือไม่ ยั่งยืนได้หรือไม่

 เมื่อถามว่าที่มาผลักดันช่วงนี้จะถูกกล่าวหาว่าหาเสียงเพราะใกล้จะถอยหลังอายุรัฐบาลแล้ว นายกฯ กล่าวว่า ใครจะคิดจะพูดยังไงก็ได้ ตนก็บอกว่าสมมติว่าเดือนธันวาคม ตนใช้วิธีบอกว่าต่ออายุอีก 3-4 เดือนก็จะถูกวิจารณ์ได้อีกว่าก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ แล้วสุดท้ายก็ต้องไปหาเสียงแข่งกันว่าใครจะเลิกใครจะไม่เลิก แต่สมมติถ้าเราทำเข้าระบบก็จะได้ไม่เป็นประเด็นหาเสียง เพราะเป็นเรื่องของรัฐวิสาหกิจ บริการสังคมที่รัฐแยกบัญชีออกมา ก็เป็นการเอาออกมาจากการเมือง

 “เพราะฉะนั้นผมว่าจะวิจารณ์น่าจะดูให้ครบถ้วน ในทุกแง่มุม เพราะสภาพความเป็นจริงถ้าปล่อยให้ไปหาเสียง ผมก็จะดูสิว่ามีกี่พรรคการเมืองที่บอกว่าจะเลิกมาตรการ สุดท้ายจะบอกว่าต่อไปก่อน ก็เป็นเรื่องการเมืองเปล่าๆ ในความเป็นจริงก็คือว่าขณะนี้ฝ่ายการเมืองเกือบทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าช่วยเหลือก็เอาเข้าเป็นระบบ เป็นความโปร่งใสในเรื่องของบัญชีของรัฐวิสาหกิจไปเลย เพราะทำอย่างนี้เป็นปัญหากับการบริหารรัฐวิสาหกิจเขาด้วยซ้ำเพราะต้องคอยมาใช้เงินเขาทีหลัง” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามถึงการตรึงราคาแอลพีจีเป็นการแก้ปัญหาถูกจุดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยืนยันว่าใช่ เพราะตนอยู่ในกลุ่มคนที่มีความคิดว่าแก๊สหุงต้มเป็นทรัพยากรธรรมชาติของคนทั้งชาติ เราควรจะกำหนดราคาสำหรับคนที่ใช้ตามความจำเป็นคือภาคครัวเรือนในราคาที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องไปอิงกับตลาดโลก ถ้าสมมติคนที่ค้าขายเรื่องนี้เป็นของรัฐหมดนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจะอ้างได้ว่าไปค้าขายตลาดโลกแล้วเอาเงินมาคืนให้แก่ประชาชนได้ แต่ปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะว่าเราไปค้าขายในตลาดโลกแล้วเงินเข้าก็เป็นของเอกชนไปครึ่งหนึ่งในกรณีของปตท. เพราะฉะนั้นวิธีนี้คือวิธีที่เรายืนยันสิทธิของประชาชนคนไทยที่จะใช้สินทรัพยากรของประเทศในราคาที่เหมาะสม และถ้าหากว่าเราทำสำเร็จในเรื่องของการแยกตลาดว่าแก๊สที่ออกมาจากโรงแยกก๊าซที่เป็นทรัพยากรของเราเข้าสู่ภาคครัวเรือน ส่วนที่เหลือเข้าไปกลไกตลาดโลกก็เห็นว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมมาก

 เมื่อถามว่าปัญหาตอนนี้คือไม่ได้ใช้แค่ในครัวเรือนแต่ต้องใช้ในภาคขนส่งด้วย นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก เพราะว่าภาคขนส่งติดลบมา 2 ปีแล้ว เนื่องจากมีการเปลี่ยนไปใช้เอ็นจีวี ดังนั้นตัวที่มีการใช้มากและเป็นสาเหตุของการนำเข้าในปัจจุบันคือปิโตรเคมี ซึ่งตรงนั้นมีเหตุผลที่ควรจะใช้ในราคาของตลาด

เผยกำลังศึกษาเรื่องค่าแรงก้าวกระโดด

 เมื่อถามถึงมาตรการการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดที่เคยพูดเอาไว้ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้เป็นประเด็นที่จะต้องไปศึกษา เพราะว่าขณะนี้เริ่มมีความคิดที่แตกต่างกันมากขึ้น สมัยหนึ่งคนมองเรื่องค่าแรงว่าจะขึ้นแล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน แต่ตอนนี้เริ่มมีภาควิชาการและภาคธุรกิจบางส่วนมองเห็นว่าการที่ค่าแรงถูกกดให้ต่ำเป็นตัวที่กดศักยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ และค่าแรงที่ต่ำเกินไปไม่เอื้อที่จะส่งเสริมให้แรงงานมีประสิทธิภาพและมีผลิตภาพ ทั้งนี้หลายประเทศมีประสบการณ์ในเรื่องนี้เหมือนกันที่เคยกลัวว่าขึ้นค่าแรงแล้วจะเป็นปัญหาแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นปัญหา อย่างไรก็ตามน่าสนใจเพราะแม้กระทั่งในประเทศจีนก็ยังมีแนวคิดว่าอาจจะต้องเพิ่มค่าแรงเพื่อทำเศรษฐกิจในประเทศในเข้มแข็งมากขึ้น

 “เรื่องนี้ไม่ใช่พูดเล่นนะครับ คือเรากำลังศึกษาอยู่และจริงๆ เป็นเรื่องที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เคยเสนอต่อที่ประชุมครม.เศรษฐกิจมาแล้วด้วยว่าปัญหาในระบบของประเทศไทยค่าแรงต่ำเกินหรือไม่ สัดส่วนรายได้ของประชาชนที่เป็นค่าตอบแทนแรงงานขณะนี้ถือว่าต่ำครับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการไม่กระจายและความเหลื่อมล้ำ” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามถึงกรณีลดภาษีให้เอกชนแลกกับการขึ้นค่าแรง นายกฯ กล่าวว่า อันนี้เป็นรายละเอียดเพราะกำลังศึกษาอยู่ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามภาษีก็มีการพูดถึงหลายตัว

"กรณ์"คาดได้ข้อสรุปก่อนสิ้นปีส่งกพช.ศึกษาแยกตลาดแอลพีจี
 
 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะร่วมกับรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ศึกษาการปรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพให้เป็นมาตรการระยะยาว โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าฟรี ใช้รถเมล์ร้อนฟรีบางส่วน และนั่งรถไฟชั้น 3 ฟรี ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อสอดรับกับการต่ออายุมาตรการครั้งล่าสุดที่จะหมดอายุลงในวันที่ 30 ธันวาคม 2553

 "โจทย์ของรัฐบาลคือเมื่อประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวยมาก วิธีการใดก็ตามที่รัฐบาลจะลดปัญหานี้ได้ และอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สร้างปัญหาต่องบประมาณก็จะทำให้ และไม่สนใจว่าจะถูกมองว่าเป็นการหาเสียงหรือเป็นนโยบายประชานิยม เพราะมาตรการเหล่านี้ช่วยลดรายจ่ายชาวบ้านและเพิ่มเงินในกระเป๋าพวกเขาด้วย" นายกรณ์กล่าว

 ทั้งนี้ จากการพิจารณาปรับเป็นมาตรการระยะยาวเพราะเล็งเห็นแล้วว่าเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือคนจนในชนบทจริง เช่น มาตรการค่าไฟฟรี 90 หน่วยต่อเดือน ประชาชนที่ได้รับประโยชน์ก็เป็นครัวเรือนในชนบทจำนวน 8 ล้านครัวเรือน อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่าระดับค่าไฟที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด หรือจำเป็นต้องปรับลดลงอีกเพื่อลดภาระงบประมาณ ส่วนมาตรการรถเมล์ฟรี ก็เป็นรถร้อนที่มีเพียงประชาชนฐานรากที่ได้รับประโยชน์ และจะต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงจำนวนรถที่ให้บริการว่าเพียงพอหรือไม่ รวมถึงการกระจายของเส้นทางการเดินรถ ส่วนการให้บริการรถไฟชั้น 3 ก็ถือเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่สังคมควรจะได้รับและมีต้นทุนไม่มากนัก มาตรการปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับเหมาะสมแล้ว

 "มาตรการเหล่านี้ ที่ผ่านมาไม่ถือว่าเป็นภาระต่องบประมาณมากนัก เพราะฐานะการคลังสามารถรองรับได้และถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่จะให้บริการแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ส่วนที่หลายรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพระบุว่า กระทรวงการคลังชำระคืนเงินล่าช้าจากการช่วยเหลือเหล่านี้และทำให้กลายเป็นภาระกับรัฐวิสาหกิจนั้น ยืนยันว่ากระทรวงการคลังได้พิจารณาให้มาตรการเหล่านี้เป็นบริการทางสังคมของรัฐวิสาหกิจ โดยกระทรวงการคลังได้เข้าไปช่วยเหลือผ่านการค้ำประกันเงินกู้โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายแก่รัฐวิสาหกิจเลย ดังนั้นนี่คือผลประโยชน์ที่กระทรวงการคลังให้แก่รัฐวิสาหกิจ และรัฐวิสาหกิจก็ถือเป็นหน่วยงานรัฐด้วย" นายกรณ์กล่าว

 รมว.คลังกล่าวอีกว่า มาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีนั้น ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปพิจารณาต่อจากนี้ เพื่อแยกกลุ่มผู้ใช้ก๊าซหุงต้มให้ชัดเจนระหว่างครัวเรือนกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรธรรมชาติของไทยที่ประเทศไทยผลิตเองได้ ทุกคนจึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ และจ่ายในราคาต้นทุนที่ไม่ได้สะท้อนราคาตลาดโลก แต่ในระยะหลังประเทศไทยต้องนำเข้าแอลพีจีมากขึ้นเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ต้องซื้อมาในราคาตลาดโลก ดังนั้นหากแยกกลุ่มผู้ใช้ได้ก็สามารถแยกการขายแอลพีจีออกเป็น 2 ราคาได้ ครัวเรือนใช้ราคาทุนที่ผลิตได้เองในประเทศ และอุตสาหกรรมก็ใช้ราคาขายจากตลาดโลกเพื่อลดภาระการคลังที่ต้องสนับสนุนอยู่ในขณะนี้

เล็งใช้รถแอร์-รถร้อนให้บริการฟรี

 ด้านนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางดำเนินตามมาตรการรถเมล์ฟรี ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดที่จะคงนโยบายดังกล่าวตลอดไป ในส่วนของ ขสมก.นั้น คงต้องปรับแผนให้บริการเดินรถในอนาคตเป็น 2 ประเภท คือ รถโดยสารธรรมดา หรือรถร้อน และรถโดยสารปรับอากาศใช้เอ็นจีวี ที่อยู่ระหว่างจัดเช่าจำนวน 4,000 คัน เพื่อรองรับมาตรการรถเมล์ฟรี  แต่เดิม ขสมก.เตรียมรถโดยสารเอ็นจีวี 4,000 คันไว้แล้ว และจะยกเลิกให้บริการรถโดยสารธรรมดาจำนวน 800 คัน แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายคงมาตรการรถเมล์ฟรีตลอดไป ขสมก.ก็จะยังคงให้บริการรถร้อนต่อไป ซึ่งการให้บริการดังกล่าว จะทำให้ ขสมก.ต้องใช้พนักงานประจำรถเพิ่มอีก 2,000 คน ซึ่งทำให้ต้องลดจำนวนพนักงานที่จะเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดจาก 7,000 คนเหลือ 5,000 คน

 ทั้งนี้ ขสมก.พร้อมปฏิบัติตามมาตรการรถเมล์ฟรีตลอดไป แต่ต้องปรับแผนการให้บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลคงจ่ายเงินชดเชยให้ ขสมก .

 นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก.ได้จัดรถเมล์ฟรีวันละ 800 คัน ออกให้บริการประชาชนใน 73 เส้นทาง โดยมีประชาชนใช้บริการวันละกว่า 983,845 คน คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลต้องรับภาระวันละ 6.8 ล้านบาท หรือเดือนละกว่า 200 ล้านบาท หากรัฐบาลขยายมาตรการดังกล่าวออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้ คาดว่ารัฐบาลจะต้องชดเชยรายได้ให้แก่ ขสมก.เป็นเงินประมาณ 1,259 ล้านบาท

หวั่นกระทบงบประมาณประเทศ

  สำหรับเสียงคัดค้านนโยบายดังกล่าวนั้น นายพิเชต สุนทรพิพิธ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2554 วุฒิสภา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว แม้จะเป็นไปในลักษณะการบริการทางสังคมของรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากจะเป็นภาระงบประมาณของรัฐ ซึ่งประเทศไทยมีสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เหมาะสมและเอื้ออำนวย อีกทั้งการจัดเก็บรายได้ก็ยังมีปัญหา แต่หากว่ารัฐบาลจะมีการต่ออายุมาตรการดังกล่าวเป็นครั้งคราวก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดี ซึ่งการที่รัฐบาลมีแนวคิดแบบนี้ก็ไม่อยากวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของการเมือง หรือเป็นการหาเสียงของรัฐบาล อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าการต่ออายุมาตรการดังกล่าวรัฐวิสาหกิจทั้ง ขสมก.และการรถไฟก็ต้องนำงบประมาณมาใช้ ในขณะที่ตัวเองยังมีภาระหนี้สินอยู่ที่ต้องชำระ

 นายพิเชตกล่าวอีกว่า การต่อมาตรการค่าครองชีพแม้จะเป็นนโยบายที่ดี เพื่อช่วยเหลือคนจน แต่รัฐบาลจะต้องมีความสามารถในการหาเงินมาใช้ ไม่ใช่ขาดเงินก็ใช้วิธีการกู้ ซึ่งน่าเป็นห่วง และอาจส่งผลกระทบต่องบประมาณปี 2554 ที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น โดยรายได้ของรัฐยังยึดอยู่กับเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว แต่ก็ได้รับผลกระทบในเรื่องของการชุมนุม รายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้แต่ก็ไม่มากนัก ในขณะที่รัฐมีค่าใช้จ่ายทางสังคมมากขึ้น เช่น ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับปี 2553 ทำให้รัฐต้องตั้งงบประมาณในส่วนนี้เพิ่ม ทำให้เป็นภาระของรัฐบาล และอาจส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดวงเงินหนี้สาธารณะได้ใน 60% ของจีดีพี แต่ในปี 2554 มีหนี้เพิ่มขึ้นถึง 52% แต่ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่วางไว้ แต่ก็ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ

 เช่นเดียวกับ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวเพราะรัฐบาลควรนำเงินไปลงในพื้นที่ที่จนจริงๆ จะดีกว่า เจตนาในการบริการการลดค่าครองชีพมุ่งเน้นไปที่ผู้มีรายได้น้อย คนใช้รถเมล์ฟรีมีรายได้น้อยจริงแต่ยังมีคนมีรายได้น้อยมากกว่าที่ไม่ได้อยู่ใน กทม.ยังมีอีกมาก

เกษตรฯเรียกถกไข่แพง5ก.ค.นี้

 ส่วนการแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาแพงนั้น นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาราคาไข่ไก่ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก กระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาราคาไข่อย่างเร่งด่วนในวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ เพื่อติดตามข้อเท็จจริงและหาทางแก้ไขราคาไข่ไก่ที่แพงกว่าปกติ

 ขณะนี้ไข่ไก่หน้าฟาร์มราคา 2.80 บาทต่อฟอง โดยมีต้นทุน 2.43 บาทต่อฟอง แต่ราคาขายปลีกกลับมีราคาสูงถึง 5-6 บาท ทั้งที่ราคาจริงควรอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง เห็นว่าหากมีการปรับลดราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม อาจส่งผลให้เกษตรกรมีกำไรน้อยลง ทั้งนี้ คณะกรรมการจะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าราคาไข่ไก่ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากสาเหตุใด แนะนำให้ประชาชนหันมาบริโภคไข่ไก่เบอร์ 2 และ 3 ที่มีจำนวนกว่า 70% ของตลาด ซึ่งมีราคาถูกกว่าไข่ไก่เบอร์ 0

 ส่วนกรณีที่มีภาคเอกชนที่ได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 9 ราย มีเข้ารวมทั้งสิ้นกว่า 4 แสนตัว สามารถผลิตไข่ประมาณ 10,800 ล้านฟองต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไข่ไก่และผลิตภัณฑ์กำหนดไว้ หากมีการเปิดให้นำเข้าแม่พันธุ์ไก่ได้อย่างเสรีนั้นอาจส่งผลให้ไข่ไก่ล้นตลาดได้