ข่าว

สื่อเร่งรุนแรงหรือเป็นเหยื่อ ?

สื่อเร่งรุนแรงหรือเป็นเหยื่อ ?

30 มิ.ย. 2553

อาจจะเป็นธรรมเนียมไทยๆ ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือเหตุการณ์ที่หลายๆ คนได้มีส่วนร่วม ส่วนรับรู้ผ่านไปแล้ว ก็มานั่งทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะเพื่อถามไถ่ถึงผู้สูญเสีย สิ่งที่จะต้องปรับปรุง และหาช่องทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นมาอีก

 เครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) ที่จัดเวทีสาธารณะ "มองย้อนสื่อไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง" ก็น่าจะมีจุดประสงค์ประมาณนั้น

 แต่ข้อมูลที่ได้จากผู้จัดการฝ่ายวิจัย โครงการเฝ้าระวังสื่อและพัฒนารู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (มีเดีย มอนิเตอร์) ฟังแล้วดูน่ากลัว น่าตระหนก

 ข้อมูลระบุว่า จากการเฝ้าระวังการรายงานข่าวสถานการณ์การชุมนุมการทางเมืองของ 10 สถานีโทรทัศน์ คือ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, ทีวีไทย, เนชั่น แชนแนล, เอเอสทีวี, ทีเอ็นเอ็น และดีสเตชั่น ระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม และ 21-23 มีนาคม ตลอด 24 ชั่วโมง พบว่า สถานีโทรทัศน์ทุกช่องเน้นแต่การรายงานบรรยากาศเร้าอารมณ์ เป็นการรายงานข่าวสงคราม มากกว่าการนำเสนอรายงานข่าวเชิงลึกเพื่อเฝ้าระวังเหตุการณ์ความรุนแรง

 การรายงานข่าวมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับแหล่งข่าวที่เป็นคู่ขัดแย้ง และนำเสนอภาพความรุนแรงซ้ำไปซ้ำมา ใช้ภาษาบรรยายข่าวตอกย้ำสร้างความรุนแรง แบ่งฝักฝ่ายทำให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามกันและกัน มีส่วนทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลายจนเป็นเหตุไปสู่ความรุนแรง

 นั่นคือบทสรุปขององค์กรที่เฝ้าจับตาอย่างระมัดระวังสื่อ

 แต่มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งก็คือ สังคมเป็นอย่างไร สื่อก็เป็นอย่างนั้น

 สื่อในยุคปัจจุบันไม่สามารถปฏิเสธความต้องการ หรือการเรียกร้องของสังคม เพียงแต่ว่า สิ่งที่นำเสนอออกมานั้น "เข้าตา" ใครบ้างเท่านั้น

 จริงอยู่ว่าสื่อควรจะนำเสนอด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันความแตกแยกของสังคม

 ขณะเดียวกัน ในยามที่บ้านเมืองมืดมิด สังคมกำลังสับสนว่าจะเดินไปในทิศทางใด สื่อก็จำเป็นต้อง "เลือก" ที่จะนำเสนอ แม้จะรู้ดีว่า มีอีกฝ่ายไม่พอใจ

 ยิ่งเป็นการรายงานข่าวการชุมนุมแบบไม่ปกติในช่วงกลางเดือนมีนาคม จนถึงปลายเดือนพฤษภาคม สื่อยิ่งจำเป็นต้องเลือกที่จะชี้ว่า อะไรผิด อะไรถูก

 นับเป็นเรื่องที่ดีที่มีองค์กรหนึ่งมาคอยทำหน้าที่เพื่อที่จะเตือน เพื่อให้เกิดการทบทวนว่า อะไรเกิน อะไรขาด

 ขณะเดียวกัน ก็พยายามย้ำเตือนว่า อย่าได้ตกไปอยู่ในอำนาจ หรืออิทธิพลของใคร โดยเฉพาะรัฐบาล หรืออำนาจอื่นที่จะทำให้การรายงานข่าวนั้นบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง

 แต่ความจริงหลังจากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อกลางเดือนมีนาคม กระทั่งมาสิ้นสุดลงด้วยความรุนแรงเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมนั้น ภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาแล้วว่า ที่สุดแล้ว "สื่อ" เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์

 ภาพรวมของการชุมนุมที่สิ่งบอกเหตุหลายอย่างชี้ไปว่า "จอมบงการ" รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะเดินไปสู่จุดที่เรียกว่า "รุนแรง"

 เพราะรู้ว่า เมื่อเกิดความรุนแรงแล้ว เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบจะตะเบ็งจนน่าเชื่อว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่อาจจะทานทนกับแรงกดดัน

 ถ้าแผนนี้ยังไม่สำเร็จ ก็ต้องพึ่งแผนถัดไป

 นั่นหมายถึงว่า จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และหายนะที่สี่แยกราชประสงค์ก็จะเป็นตัวช่วยในการเรียกต่างชาติ หรือ "พี่เบิ้ม" เข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย บังคับให้รัฐบาลยอมรับอีกฝ่ายในฐานะคู่สงคราม

 ถ้าทำตรงนั้นได้ ก็จะแปรสภาพจากการเป็นผู้ต้องหาในคดีผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินบ้าง ก่อการร้าย หรือให้การสนับสนุนการก่อการร้าย ก็จะกลายเป็นคู่สงครามที่ได้รับการยอมรับการต่อสู้นั้นจากนานาชาติ

 ขั้นตอนนี้ กำลังเกิดขึ้น โดยล็อบบี้ยิสต์ที่ถูกจ้างขึ้นมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ

 ทำลายชื่อเสียงประเทศไทยว่าไร้นิติรัฐ ที่ญี่ปุ่น จากนั้นก็กรุยทางเพื่อให้คนไทยไปพบกับนักการเมืองสหรัฐ "พี่เบิ้ม" ที่มักจะเข้าไปจัดการอะไรต่อมิอะไร โดยที่มักจะอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า "ได้" ด้วยกันทั้งคู่

 เมื่อออกมาในรูปนี้ หากในสถานการณ์การชุมนุมช่วงนั้น สื่อถูกมองว่าเป็นตัวเร่งให้เกิดความรุนแรง แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านมาเช่นนี้ และมาถึงขั้นนี้แล้วจะมองว่า "สื่อ" ที่นำเสนอข่าวสารมาตั้งแต่แรกเป็นผู้ที่มีส่วนกระตุ้นความรุนแรงอีกหรือไม่

 หรือ "สื่อ" ก็เป็นหนึ่งใน "เหยื่อ" ของเหตุการณ์ความรุนแรงที่ถูกวางไว้เป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ต้น !

ศรายุทธ สายคำมี