ข่าว

โอกาสกลับสู่ภาวะปรกติอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งซ่อม

โอกาสกลับสู่ภาวะปรกติอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งซ่อม

30 มิ.ย. 2553

การเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในเขตหก กทม. เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นโอกาสที่สำคัญที่สังคมจะได้เรียนรู้อะไรอีกมากภายใต้หน้าฉากของการเมืองของการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์และทีมงานกองเชียร์เบื้องหลัง ในฝ่ายหนึ่ง กับเสื้อแ

 ผมคิดว่าอย่างน้อยเรามีประเด็นท้าทายที่น่าสนใจในการพิจารณาเรื่องการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้อยู่สามประการ

 หนึ่ง ในมิติของการเมืองระดับชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปย่อมจะต้องสนใจอยู่แล้ว ในความหมายของการพิจารณาว่าการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการเมืองไทยอย่างไร ซึ่งก็ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้นว่า เราจะเห็นถึงคู่ความขัดแย้งทางการเมืองและความซับซ้อนทางการเมืองไทยที่กำลังเกิดขึ้น อย่างน้อยเราเห็นภาพของการพิสูจน์ความนิยมกันระหว่างประชาธิปัตย์และเสื้อแดง โดยที่ประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลย่อมจะต้องรักษาพื้นที่เอาไว้ให้ได้ในฐานะเจ้าถิ่น และเสื้อแดงย่อมจะต้องใช้ทุกวิธีในการหาช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนภายใต้ภาวการณ์กฎหมายฉุกเฉินที่ถูกจำกัดเสรีภาพเอาไว้ไม่ใช่น้อย

 ในทางบวก นี่คือการต่อสู้ที่น่าสนใจเพราะจะเห็นการยกระดับของการต่อสู้ที่เน้นการแข่งขันกันระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ขณะที่ที่ผ่านมามักเกิดในต่างจังหวัดเสียมากกว่า

 อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่ซับซ้อนก็คือ ในส่วนของเสื้อแดง ครั้งนี้เราจะได้เห็นภาพอนาคตของการเมืองของฝ่ายเสื้อแดงได้แค่ไหน ในความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อแดง เพื่อไทย และทักษิณ และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวแบบของการจัดทัพเลือกตั้งในปีหน้าอย่างไร ส่วนกรณีของประชาธิปัตย์นั้น ก็จะเจอคำถามว่าเขาจะมีกองเชียร์แนวร่วมแค่ไหน จากพรรคร่วมรัฐบาล จาก (พรรค) พันธมิตร จากสื่อมวลชน และจากกลุ่มอำนาจอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังระบอบหลังรัฐประหารและระบอบกระชับพื้นที่ หรือจะกล่าวง่ายๆ ว่า ประชาธิปัตย์นั้นจะค้นพบมิตรแท้ และมิตรเทียมได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้แค่ไหน

 นอกจากนี้ เราจะพบว่าประชาธิปัตย์ก็พยายามจะปรับตัวในตัวพรรคเอง ที่ทีมงานวงในของนายกรัฐมนตรี อาทิ กรณ์ จาติกวณิช ก็เข้ามารับผิดชอบนำศึกในพื้นที่ ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะชี้ให้เห็นว่า ทีมงานวงในของนายกฯ จะสามารถพัฒนาขึ้นมาคุมพื้นที่กรุงเทพมหานครได้อย่างจริงจังไหม

 ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้วนั้น ประชาธิปัตย์นั้นได้เขตนี้สองที่ และพลังประชาชน (ก่อนเป็นเพื่อไทย) ได้มาหนึ่งที่ โดยที่คะแนนเสียงที่ตามมาที่สี่เป็นของประชาธิปัตย์ และที่ห้าเป็นของพลังประชาชน และคะแนนไม่ต่างกันมาก (เรียงดังนี้ ปชป. 108,944 ปชป. 107,058 พท. 102,126 ปชป. 98,604 พท. 98,561 คะแนน) ดังนั้นโอกาสพลิกก็มีไม่ใช่น้อย

 สอง เป็นเรื่องที่เราไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน นั่นก็คือเราควรจะสนใจ "พื้นที่" การเลือกตั้งในครั้งนี้ ในความหมายของการเข้าใจมิติของท้องถิ่น เพราะพื้นที่เขตหกนี้เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษมากกว่าจะมองแค่ว่าใครเป็นเจ้าถิ่น แต่ควรจะทำความเข้าใจว่า พื้นที่นี้สะท้อนความเป็นตัวแทนของประเทศอย่างไร ได้มากแค่ไหน

 ตัวอย่างสำคัญก็คือ เดิมนั้นเรามองว่าพื้นที่เขตหก ซึ่งเรามักจะรู้ว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่แถวบางกะปิ บึงกุ่ม คลองสามวา คันนายาว และหนองจอก หรือจะเรียกว่าเป็นพื้นที่ “ชานกรุง” แต่เราจะต้องเข้าใจในรายละเอียดว่าเขตชานกรุงนี้มีลักษณะที่สำคัญอย่างไร จากเดิมที่เราอาจจะเห็นว่าเป็นเพียงแค่เขตที่มีคนอยู่อย่างไม่หนาแน่น แต่เมื่อเราพิจารณาจริงๆ เราจะพบถึงความสลับซับซ้อนมิใช่น้อย อาทิ มีชุมชนมุสลิมจำนวนมาก มีชุมชนคนชั้นกลางในบ้านจัดสรร มีชุมชนที่มีคนอยู่หนาแน่นที่มาจากทางภาคใต้ที่การเคหะฯ รวมทั้งการมีเดอะมอลล์บางกะปิและโลตัสบางกะปิเป็นแกนของพื้นที่ ที่สะท้อนถึงความเป็นเมืองย่อยในเมืองใหญ่ที่มีชีวิตและนิเวศวิทยาเชิงสังคมของตัวเอง

 ดังนั้นเสียงที่จะสะท้อนออกมาจากพื้นที่จึงน่าสนใจ ว่าคนชานเมืองที่มีความหลากหลายนี้จะสะท้อนถึงเสียงของทั้งประเทศอย่างไร

 สาม โอกาสในการทำข่าวการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ว่าจะเป็นการปรับทิศทางของสื่อมวลชนจะมีมากน้อยแค่ไหน เรื่องสำคัญก็คือ การทำข่าวจะสะท้อนถึงความเข้าอกเข้าใจทุกฝ่ายได้อย่างไร หรือจะเป็นเพียงการรายงานข่าวกิจกรรมและการโจมตีรายวัน

 แต่สิ่งที่ผมห่วงก็คือ การรายงานข่าวแบบเนียนๆ ของบรรดาสื่อสาธารณะที่อาจจะกลบประเด็นความขัดแย้งใหญ่ไปสู่การทำเกร็ดข่าว หรือข่าวแนวเห็นใจผู้สมัครรายย่อย จนลืมทำข่าวรายใหญ่นั่นแหละครับ...ถนัดนัก