
ศึกภายในและภายนอก
การต่อสู้ทางการเมืองโดยเครือข่ายของมวลชนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเกิดความอัปลักษณ์ ขาดจิตสำนึกมากกว่าเดิม เพราะมีเสียงเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
ยุ่มย่ามกับประเทศไทย โดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย ล่าสุดนายนพดล ปัทมะ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ในระหว่างภารกิจเยือนกรุงวอชิงตัน ได้เรียกร้องให้องค์กรต่างๆ รวมทั้งรัฐบาลสหรัฐ เข้ามาแทรกแซงในกิจการของประเทศ โดยนายนพดลขอร้องให้รัฐบาลสหรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในไทยมากขึ้น โดยใช้ช่องทางการทูตเพื่อพิจารณาข้อเสนอของเครือข่ายทักษิณ ในกรณีปรองดองและการตรวจสอบในประเด็นอื่นๆ
นายนพดลซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อ้างว่าสหรัฐไม่ได้แทรกแซง ก้าวก่ายการเมืองไทย แต่สามารถให้คำแนะนำที่เป็นมิตรกับเพื่อนรัฐบาลไทยได้ และอ้างอีกว่าความสัมพันธ์ของสหรัฐ และไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นายนพดลยังกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยใส่ความผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง โดยอ้างว่า “ผมไม่ต้องการให้สหรัฐ หรือประชากรของสหรัฐ เข้าใจผิดว่ากลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย”
นับเป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่าคนไทยยุคนี้ต้องการมีความเป็นอิสระ เสรีภาพ หรือต้องการเป็นเมืองขึ้นของต่างประเทศ หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี และต้องหลบหนีคดี รวมทั้งมีหมายจับในคดีก่อการร้าย ทำให้สิ้นคิดต้องแปลงสัญชาติ แต่ยังไม่ละเว้นพฤติการณ์ต่างๆ เพื่อทำลายความมั่นคงของแผ่นดินเกิด ดังกรณีที่มีการใช้เงินมหาศาลหลายหมื่นล้านบาทเพื่อจ้างวานมวลชนให้ก่อความไม่สงบ ใช้อาวุธร้ายแรงต่อสู้กับทหาร การกระทำเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลนั้นเป็นพฤติการณ์ปกติของนักการเมืองฝ่ายค้าน แต่ในอดีตนั้นยังไม่มีใครชักนำองค์กรหรือรัฐบาลต่างชาติให้เข้ามาแทรกแซงกิจการของประเทศไทย ซึ่งถ้าจะมองให้ชัดเจนก็คือการเห็นว่าต่างชาติดีกว่าคนชาติเดียวกันนั่นเอง และการทำเช่นนั้น เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์โดยรวมของประชาชน
พ.ต.ท.ทักษิณได้ว่าจ้างชาวต่างประเทศ เช่นทนายความ นักลอบบี้ยิสต์ และองค์กรต่างๆ รวมทั้งสื่อ เพื่อรณรงค์ให้ตัวเอง ขณะที่ไม่คำนึงถึงสภาพแท้จริงว่าตัวเองนั้นมีคดีทุจริต คอรัปชั่นมากมายกว่าผู้นำรัฐบาลไทยทุกยุค จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ อิทธิพลการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ จนได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีการทุจริตแบบโกงทั้งโคตร รัฐบาลไทยต้องสู้ศึกด้านข่าวสารข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ จะนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับเกียรติภูมิของประเทศ มีหน้าที่ให้ประชาคมโลกรู้เหตุการณ์ความเป็นจริง เพราะการก่อการร้ายได้เป็นที่ประจักษ์ เพราะการเผาบ้านเผาเมืองนั้น สื่อต่างๆ ได้ถ่ายทอดสดไปทั้งโลก และพฤติการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป จนถูกห้ามเข้าหลายประเทศ ต้องเปลี่ยนชื่อและอาศัยหนังสือเดินทางของชาติอื่นเพื่อเอาตัวรอดและทำร้ายประเทศไทย



