
จับตา4กลุ่มป่วนเมือง
ขบวนการใต้ดินเริ่มออกลวดลาย "เย้ย" อำนาจรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยเฉพาะอำนาจพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่ยังคงไว้ในพื้นที่ กทม.และพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิ
แม้ว่าเหตุการณ์การยิงจรวด “อาร์พีจี” ถล่มคลังน้ำมันสำรองของ “กรมพลาธิการทหารบก” เมื่อค่ำคืนก่อน จะไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมาก แต่ในแง่ทางยุทธศาสตร์ถือว่าเป็นการ “ตบหน้า” รัฐบาล และ ศอฉ. เข้าอย่างจัง เพราะไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้
การประชุม ศอฉ.เมื่อสัปดาห์ก่อนมีการปรับแผนในการดูแลพื้นที่ตามโซนต่างๆ โดยงานนี้เจ้าภาพใหญ่คือ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่กองชุดเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์จำนวน 7 ชุดปฏิบัติการ พร้อมกับเพิ่มชุดปฏิบัติการพิเศษจากหน่วยอารักขาควบคุมฝูงชน 12 ชุดปฏิบัติการ
1 ชุด ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 10 นาย โดยวางไว้ตามจุดสำคัญๆ เช่น สถานีรถไฟชานชาลาต่างๆ และจุดสำคัญทางเข้าออก ประกอบกับการดำเนินการควบคู่จุดตรวจมั่นคง จำนวน 17 ด่าน โดยกระจายกำลังปิดเส้นทางเข้าออกทั้ง 4 จุดใหญ่ของ กทม. ทิศเหนือ คือ ถนนสายเอเชีย ถนนพหลโยธิน ทิศใต้ คือ ถนนพระราม 2 ทิศตะวันตก คือ ถนนเพชรเกษม
ทิศตะวันออก คือ ถนนบางนา-ตราด ผนวกกับการจัดกำลังจากสถานีตำรวจ 68 สถานี ซึ่งมีจุดตรวจละ 2 จุด โดยมีทั้งหมด 153 จุดตรวจ ครอบคลุมในพื้นที่ กทม.
ขณะเดียวกัน “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จัดกำลังจากกองปราบปราม และตำรวจท่องเที่ยว มาเสริมการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดูแลสถานที่ที่เป็น “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ที่ถือว่าเป็นจุดล่อแหลมที่ขบวนการใต้ดินหวังผลต้องการให้มีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง
ในส่วนของกองทัพก็จัดกำลังเข้าไปช่วยเสริมในการดูแลความเรียบร้อยเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่กรุงเทพฯ จัดให้สารวัตรทหาร 3 เหล่าทัพ “กองทัพบก-กองทัพเรือ-กองทัพอากาศ” เพื่อแสดงกำลังในจุดต่างๆ ที่ล่อแหลม
รวมถึงการจัดกำลังสายตรวจ ตั้งจุดตรวจในพื้นที่ล่อแหลมควบคู่กับการตั้งจุดตรวจร่วมกับตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง และจัดกำลังกองร้อยเคลื่อนที่เร็ว หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม. อีก 3 กองร้อย ประจำอยู่ในกองบัญชาการกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 1 และในพื้นที่ใกล้เคียง หากมีความจำเป็นในการใช้กำลัง
ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดและภูมิภาคกองทัพภาคที่ 2 และ 3 ยึดแนวทางเดียวกันคือ มีกองร้อยรักษาความสงบประจำอยู่แต่ละจังหวัด จังหวัดละ 2-3 กองร้อย แล้วแต่สถานการณ์ในพื้นที่ นอกจากนี้จะส่งทหารและฝ่ายต่างๆ ในสายงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลงพื้นที่ด้วย
พื้นที่ 40 จุดเสี่ยง ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. สั่งกำชับให้ดูแลเป็นพิเศษในช่วงนี้คือ 1.ทำเนียบรัฐบาล 2.อาคารรัฐสภา 3.พระที่นั่งอนันตสมาคม 4.สวนจิตรลดา 5.บ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
6.ศาลรัฐธรรมนูญ 7.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 8.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 9.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) 10.ศาลฎีกา 11.ศาลอาญา 12.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 13.กระทรวงกลาโหม 14.กระทรวงยุติธรรม
15.กองทัพบก 16.สถานีดาวเทียมไทยคม 17.สถานีสื่อโทรทัศน์ อาทิ ช่อง 3 เอ็นบีที 18.ห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล 19.ตลาดหลักทรัพย์ 20.บ้านพักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงบ้านพักบุคคลสำคัญทางการเมือง สัญลักษณ์ทางการเมือง และบ้านพักบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสอบทางธุรกรรมทางด้านการเมือง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ทั้งนี้กลุ่มที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษจากการทำข้อมูลของ “ศอฉ.” พบว่าจะมีกลุ่มที่พยายามเคลื่อนไหว และมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือต้องการโค่นล้มระบบอำมาตย์ และรัฐบาลชุดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่ 4 กลุ่มใหญ่
กลุ่มแรก คือ กลุ่มการเมือง ที่พยายามเคลื่อนไหวปลุกระดมในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะการเมืองเข้าไปเป็นตัวแทรกในการเคลื่อนไหว รวมถึงอาศัยจังหวะการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งซ่อมในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
กลุ่มสอง คือ ก่อการร้าย หรือ กองกำลังติดอาวุธ ที่ขณะนี้กระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยจะอาศัยจังหวัดที่ “รัฐบาล-ศอฉ.” เผลอ ก็จะออกมาปฏิบัติการเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย
กลุ่มสาม คือ กองกำลังที่มีการฝึกฝนมาก่อนหน้านี้ โดยอาศัยก่อเหตุในรูปแบบ “ใต้ดิน” หรือ กลุ่มเพื่อรอจังหวะผสมโรงเพื่อให้สถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น
กลุ่มสี่ คือ กลุ่มจัดตั้งที่มีการแตกแขนงมาจากกลุ่ม “ฮาร์ดคอร์” โดยเฉพาะ “การ์ด” ที่นิยมความรุนแรง จะจับพวกสร้างสถานการณ์ อย่างกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่พรรคภูมิใจไทยมาก่อนหน้านี้
ดังนั้นช่วงเวลานับจากนี้ไป “รัฐบาล-ศอฉ." จะต้องผนึกกำลังในการยับยั้งไม่ให้ทั้ง 4 กลุ่ม มีอำนาจ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว บ้านเมืองคงอยู่ลำบาก หากกลุ่มนี้เข้ามามี “อำนาจ-อิทธิพล" โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายของประเทศ
ทีมข่าวความมั่นคง



