
ชี้ 3 ปัจจัยดันราคาน้ำตาลทรายพุ่งเหตุจากภัยแล้ง-ผู้ผลิตเครื่องดื่มแย่งใช้
สศก.เผย 3 ปัจจัยดันราคาน้ำตาลทรายในประเทศพุ่ง พบเหตุภัยแล้ง ทำน้ำตาลในตลาดหายไป 3 ล้านตัน ขณะที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มในประเทศแย่งซื้อน้ำตาลทรายโควตา ก. ระบุรัฐบาลเตรียมแก้ปัญหา ซื้อน้ำตาลจากโควตา ค. กลับคืน 1 ล้านตัน เชื่อบรรเทาปัญหาได้แน่
นายชุมพล ศรียาภัย เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น มาจากปัจจัย 3 ประการ คือ 1.ความรุนแรงของภาวะภัยแล้งในปีนี้ ส่งผลให้ผลผลิตอ้อยลดลง และทำให้น้ำตาลทรายหายไปจากตลาดประมาณ 3 ล้านตัน 2.ผู้ผลิตเครื่องดื่มหันมาซื้อน้ำตาลในประเทศราคากิโลกรัมละ 23 บาท ถูกกว่าที่ซื้อน้ำตาลจากโควตา ค. ซึ่งเป็นน้ำตาลเพื่อส่งออก ราคากิโลกรัมละ 27 บาท รวมทั้งผู้ประกอบการบางกลุ่มยังมีการกักตุนน้ำตาลไว้อีกด้วย
3.พบว่าประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาซื้อน้ำตาลในประเทศไทย แทนการซื้อจากโควตาสำหรับการส่งออกปกติ เพราะราคาน้ำตาลบริโภคในประเทศจะถูกกว่าราคาน้ำตาล โดยเฉพาะตามแนวชายแดน
"ทั้งประเทศลาวและพม่าก็หันมาซื้อน้ำตาลในประเทศ แทนซื้อน้ำตาลโควตาส่งออก ทำให้โควตาน้ำตาลทรายที่เก็บไว้เพื่อบริโภคภายในประเทศจำนวน 2.1 ล้านตัน ไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว คาดว่ารัฐบาลจะซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค. กลับเข้าภายในประเทศประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดขณะนี้คลี่คลายลงได้" นายชุมพล กล่าว
ทั้งนี้ ราคาน้ำตาลในประเทศสูงมาก แต่จะไม่มีผลต่อราคาอ้อยฤดูผลิตปี 2553/2554 ที่จะเริ่มหีบเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าราคาขั้นต้นจะลดลงตามราคาน้ำตาลทรายตลาดโลก ที่ขณะนี้ราคาซื้อขายล่วงหน้าลดลงเหลือกิโลกรัมละ 16 เซนต์ต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าปีก่อนที่ราคา 20 เซนต์ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตามราคาอ้อยขั้นต้นที่กำหนดไว้น่าจะอยู่ในระดับที่เกษตรกรพอใจ และจูงใจให้ขยายพื้นที่ปลูกอ้อยมากขึ้น ประกอบกับมีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากเพลี้ย หันมาปลูกอ้อย คาดว่าปี 2553/2554 การผลิตอ้อยจะอยู่ที่ 70 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่มีผลผลิต 68 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรารอดูว่าฝนจะตกหรือไม่ หากยังตกทิ้งช่วงยาวผลผลิตอ้อยอาจจะเสียหายได้ ดังนั้นในอีก 2 เดือนนี้จะต้องประเมินสถานการณ์อีกรอบหนึ่ง คาดว่าจะกระทบไม่มากนัก ส่วนราคาอ้อยขั้นปลายที่ปี 2552/2553 จะประกาศในเดือนตุลาคม คาดว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคาขั้นต้นที่กำหนดไว้ตันละ 965 บาท
ก่อนหน้านี้ นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคาน้ำตาลแพงว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าว โดยมีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย คาดว่าน่าจะเรียกประชุมได้ในเร็วๆ นี้



