
เล่าสู่กันฟัง-หาดใหญ่วันนี้ มีวิกฤติ มีโอกาส
สิบปีมาแล้วที่ไม่ได้ลงไปหาดใหญ่ หัวเมืองสำคัญอันดับต้นๆ ของภาคใต้ ทำให้ยังมีภาพความทรงจำในอดีตของเมืองที่เต็มไปด้วยความคึกคักทั้งวันทั้งคืน นับตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนตีหนึ่งตีสอง คลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งคนไทยที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศและนักท่องเที่ยวจากหลายประเ
เสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมทำข่าวงานสัมมนาเพื่อช่วยเหลือโชห่วย ซึ่งจัดโดยกรมการค้าภายในและสมาคมพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกทุนไทยที่หาดใหญ่กับน้องๆ อีกสิบกว่าคน ช่วยให้ผมเห็นภาพที่ต่างออกไปจากความนึกคิดก่อนมาถึงค่อนข้างมาก
หาดใหญ่วันนี้เจริญขึ้นมากโดยเฉพาะในทางวัตถุ และทางการค้า บนพื้นที่ 852 ตารางกิโลเมตร ของอำเภอที่มีผู้คนในท้องถิ่นอาศัยอยู่เกือบ 4 แสนคนแห่งนี้ มีศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดใหญ่ๆ รวมกันกว่า 30 แห่ง น่าจะมากกว่าทุกอำเภอและทุกจังหวัด ทั้งที่เป็นห้างของท้องถิ่น ห้างระดับประเทศ และระดับข้ามชาติ เรียกว่ามีทุกแบรนด์ให้เลือกซื้อตามใจชอบ ยิ่งโรงแรมด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง มีเยอะมากๆ ทั้งเก่าและใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด หาดใหญ่อำเภอเดียวมีโรงแรมกว่า 100 แห่งให้เลือกพักกันได้ตามรสนิยมและฐานะ ตั้งแต่คืนละ 100 บาทไปจนถึงคืนละเกือบ 2 หมื่นบาท
ที่น่าสนใจก็คือ แม้จะมีห้างและร้านค้าสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ร้านค้าดั้งเดิมและห้างดั้งเดิมในพื้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงและเป็นเสน่ห์ของเมืองมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดเก่าแก่ที่เป็นสัญลักษณ์ของหาดใหญ่มาชั่วนาตาปียังอยู่สร้างสีสันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข ตลาดยงดี ตลาดปีนัง ฯลฯ ที่ยังคงขายสินค้าจำพวกของกินของใช้ เครื่องไฟฟ้า โดยเฉพาะของที่นำเข้ามาจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่ห่างออกไปเพียง 60 กิโลเมตร เช่น ผลไม้จำพวกแอปเปิล สาลี่ ท้อ แพร์ ลูกไหน ลูกพลับจากจีน เชอรรี่ ถั่วพิตตาชิโอ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อินทผลัมสดใส่กล่องสวยงามจากตะวันออกกลาง ฯลฯ ซึ่งราคาถูกกว่าราคาห้างในกรุงเทพฯ ประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับฝีมือการต่อรอง
นั่นคือภาพภายนอกของหาดใหญ่ ที่ว่าไปแล้วในเชิงของสิ่งสาธารณูปโภคน่าจะถือได้ว่ามีความพร้อมสมบูรณ์ทีเดียว แต่เมื่อได้พูดคุยกับชาวบ้านและแม่ค้าในตลาดกลับพบข้อมูลอีกด้านในทางตรงกันข้าม หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจริงๆ แล้วหาดใหญ่ซบเซาไปมากจากในช่วงสิบปีก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของอำเภอหดหายไปกว่าครึ่งจากที่เคยมีหลายล้านคนต่อปี ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าสาเหตุหลักๆ น่าจะมาจากเรื่องความไม่ปลอดภัยจากสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิด เหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่ ความวุ่นวายทางการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมา รวมถึงเหตการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เลยมาถึงบางอ้อว่า มิน่าโรงแรมที่ไปพักคราวนี้ถึงไม่ค่อยมีคน เวลากินอาหารเช้าที่จัดให้ก็ไม่ต้องแย่งกัน การเช็กอินก็ไม่เสียเวลา หมอนวดเท้าก็บอกว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทำงานเลย ห้องคาราโอเกะก็มีโต๊ะเราเจ้าเดียว ออกเดินตลาดก็ไม่เบียดเสียดให้เสียอารมณ์ แถมยังต่อรองได้เป็นที่พอใจ
แต่ในสายตาของคนต่างถิ่นอย่างผมซึ่งมีนิสัยรักการท่องเที่ยวอยู่พอสมควรกลับมองว่า ช่วงนี้ละครับที่น่าจะเหมาะสำหรับคนกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ที่จะไปเที่ยวหาดใหญ่ เพราะสะดวกสบายไปทุกอย่าง ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกันกินแย่งกันนอน แถมสนามบินหาดใหญ่ตอนนี้ปรับปรุงใหม่ กว้างขวางขึ้น ห้องน้ำใหม่สะอาดทันสมัย ร้านอาหารในสนามบินก็โมเดิร์นหลากหลายยี่ห้อน่ากินทั้งนั้น เที่ยวบินมีให้เลือกทั้งโลคอสต์ ไฮคอสต์ บินกันวันละหลายๆ เที่ยว นึกจะไปตอนไหน กลับตอนไหนก็ได้ ก็เลยขอถือโอกาสเสนอแนะไว้ ณ ที่นี้ว่า อำเภอหาดใหญ่น่าจะถือเอาวิกฤติขณะนี้ให้เป็นโอกาส เผยแพร่ให้คนไทยเห็นว่าหาดใหญ่ยามนี้น่าเที่ยวเพียงใด ช่วงที่เพื่อนบ้านเขายังกล้าๆ กลัวๆ ก็ช่างเขา เรามาชวนกันเที่ยวกันเองในเมืองไทยนี่แหละครับ แล้วพอบ้านเมืองสงบขึ้นก็ค่อยไปเชิญชวนเขาเข้ามาใหม่ ยามนี้เล็งกลุ่มลูกค้าคนไทยด้วยกัน แถมมีโปรโมชั่นหักภาษีมาเสริมก็น่าจะดียิ่งขึ้นไปอีก รีบทำหน่อยนะครับก่อนที่จังหวัดอื่นเขาจะแย่งลูกค้าไปหมด
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



