ข่าว

ตำรวจไทยกับการปฏิรูปประเทศ (ตอนแรก)

ตำรวจไทยกับการปฏิรูปประเทศ (ตอนแรก)

30 มิ.ย. 2553

“พวกผมทำแน่ ห่วงแต่ตำรวจจะไม่ทำ” ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืนพูดในฐานะแกนนำชาวบ้านที่จะรวบรวมพลังของมวลชนมาร่วมลดอาชญากรรมในชุมชนของตน ตามโครงการวิจัย “การศึกษารูปแบบและวิธีการนำพลังมวลชนร่วมลดอาชญากรรม” ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ปรัชญาพื้นฐานเบื้องหลังที่มาของโครงการเกิดขึ้นจากวิธีคิดและความเชื่อที่ว่า การกระตุ้นสำนึกแห่งความเป็นเจ้าของชุมชนที่ผสมผสานกับพลังความสามารถ (capacity) ของชาวบ้านที่มีอยู่ทั้งในเรื่องของประสบการณ์และความรู้อย่างละเอียดและชัดเจนเกี่ยวกับปรากฏการณ์อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนในฐานะ “คนในชุมชน” นั้น หากนำมาผนึกร่วมกับความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญจะก่อเกิด “พลัง” ในการป้องกันและลดอาชญากรรมซึ่งเป็นผลลัพธ์ระยะสั้นที่เกิดขึ้นได้ในทันที (END)

หากแต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ MEAN ซึ่งหมายถึง ผลผลิตจากกระบวนการที่ชาวบ้านได้มาปะทะสังสรรค์ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ ก่อเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลายเป็นภาคีเครือข่าย ก่อร่างองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง มุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการทางปัญญาเพื่อสร้างสังคมที่มั่นคงปลอดภัยบนสำนึกแห่งการเป็นเจ้าของชุมชน

การดึงเอาพลังและความสามารถของชาวบ้านในชุมชนเข้ามาผนวกกับพลังอำนาจของรัฐในการสลายภาวะสังคมแห่งความเสี่ยง (risk society)นั้น ผู้นำหรือผู้มีอำนาจจำเป็นต้องถอดถอนตัวตน (ego) ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการมองโลก จากเดิมที่คิดว่าความรู้และปัญญามีอยู่เฉพาะในกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญ ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น และใช้อำนาจสั่งการให้ผู้ที่รู้น้อยกว่า รวมถึงชาวบ้านให้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งและวิธีการของตน ซึ่งวิธีคิดในลักษณะเช่นนี้มักเกิดขึ้นพร้อมกับท่าทีที่แข็งกร้าวเยี่ยงผู้มีอำนาจเต็มโดยทั่วไป

ปรับเปลี่ยนเป็นการอ่อนน้อม ถ่อมตน สุภาพ และให้เกียรติ โดยมีการปรับความเชื่อและวิธีคิดว่า ความรู้อยู่ที่ชาวบ้าน ความรู้ที่แตกต่างหลากหลาย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจะนำมาซึ่งความร่วมแรงร่วมใจ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สิ่งที่สำคัญคือ ทัศนคติของชาวบ้านที่มีต่อตำรวจจะเปลี่ยนไปในเชิงบวกมากขึ้น มองตำรวจเป็นมิตร เป็นเพื่อน เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เป็นพวกเดียวกัน อีกทั้งตำรวจเองก็สร้างสำนึกของการช่วยเหลือ เกื้อกูล ห่วงใยดูแลกันของคนในชุมชนให้เพิ่มขึ้นจากเดิม ที่ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและความช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างชาวบ้านด้วยกันเองที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพทางสังคมสมัยใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมือง

“บางหมู่บ้านขโมยเข้าแล้วเข้าอีก เพื่อนบ้านก็ไม่รู้เรื่อง จนบ้านตัวเองโดนยกเค้าเหมือนกัน” นายตำรวจเล่าถึงปรากฏการณ์อาชญากรรมที่เกิดขึ้นสะท้อนภาวะต่างคนต่างอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน

“ชาวบ้านนั่งหน้าเลยครับ ผู้กำกับนั่งแถวหลัง”นายตำรวจใหญ่ใช้ภาษา ท่าทางที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการปรับเปลี่ยนท่าทีของตำรวจที่มีต่อชาวบ้าน การให้เกียรติให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของชาวบ้าน พร้อมกับกล่าวต่อว่า “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราเชิญท่านมาที่หน่วยงานของตำรวจ ครั้งต่อไปตำรวจจะไปหาพวกท่านในชุมชนเอง”

อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เพียงแค่การแสดงคำพูดเชิญชวน ให้เกียรติ การแสดงการต้อนรับ การเต็มใจที่จะรับฟังความเห็น แต่ดิฉันสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความสุขและความภาคภูมิใจของชาวบ้าน การแสดงความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการพัฒนาชุมชนและสังคมเพื่อป้องกันและลดอาชญากรรม

การที่นายตำรวจจะปรับกระบวนทัศน์และท่าทีโดยการถอดถอนตนเองออกจากภาวะผู้มีอำนาจ โดยสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรที่มีสภาพของความสัมพันธ์ในระดับเสมอกันกับชาวบ้าน มิใช่แสดงฐานะเป็นเจ้านายที่มีอำนาจเหนือกว่า คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทยในยุคปฏิรูปประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ?