
มาร์คไม่ประมาทหลังคลังน้ำมันถูกยิง
นายกฯยันไม่ประมาทหลังอาร์พีจีป่วน ย้ำสุดท้ายต้องคืนความปกติ แจงร่างระเบียบปฏิรูปประเทศยันการเมืองไม่แทรก คกก. เติ้ง หนุนคง พรก.ฉุกเฉินปัดไม่กระทบท่องเที่ยว เชื่อปรองดองทำยาก ประชดชาติหน้าก็ไม่รู้ว่าจะปรองดองได้ เลขาฯสมช. เฝ้าระวังคาร์บอมม์ไม่ชัวร์คนลงม
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 มิ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีการยิงถล่มถังเก็บน้ำมันของงกรมพลาธิการทหารบก ย่านสนามบินน้ำว่าเรื่องนี้ตนได้ย้ำไปแล้วว่าเราจะไม่อยู่บนความประมาท และจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ซึ่งทางศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็มีการประเมินตลอดเวลาเพื่อที่จะวางมาตรการป้องกัน
เมื่อถามว่าจำเป็นที่จำต้องให้เจ้าหน้าที่ทหารออกมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการควบคุมสถานการณ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ศอฉ.ประเมินอยู่ทุกวัน แต่ในที่สุดก็ต้องการคืนสภาพความเป็นปกติ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในบางพื้นที่ โดยในสัปดาห์หน้าจะสิ้นสุดอายุของ พรก.ฉุกเฉินและต้องตัดสินใจว่าจะต่ออายุในพื้นที่ไหนบ้างก็จะมีความชัดเจนมากขึ้นว่า ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ในฝ่ายต่างๆ นั้นจะใช้ไปที่จุดไหนอย่างไร
เมื่อถามว่าการเดินหน้าแผนปรองดองจะสะดุดเพราะการก่อวินาศกรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราต้องพยายามไม่ให้ใครมาทำสิ่งเหล่านี้สะดุด เพราะเป็นหน้าที่เราจะต้องเดินต่อ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้บ้านเมืองมีปัญหา ซึ่งเราก็ต้องแก้ไขไป
เมื่อถามว่าเพราะอะไรจึงไม่สามารถเข้าไปจัดการที่ต้นตอได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ดำเนินการตามกฎหมายโดยลำดับ และจากที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมาก็มีหลายกรณีที่ศาลได้ลงโทษไป ซึ่งเราคิดว่าหนักพอสมควรและก็มีมาตรการหลายอย่างก็สามารถช่วยปราม ได้ แต่ต้องยอมรับว่าเครือข่ายของคนสร้างความวุ่นวายก็มีทรัพยากรเยอะพอสมควร เราก็ต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่มั่นใจว่าในภาพรวมสังคมส่วนใหญ่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นปกติและเดินไป ข้างหน้า ซึ่งก็มีอุปสรรคบ้างแต่ถ้าหลายๆฝ่ายร่วมมือกันก็จะแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น
เมื่อถามว่าทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีข่าวว่ามีทั้งสิ้นกว่า 4 แสนล้านบาทจะเป็นอุปสรรคมากหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่ยอมตอบคำถามและเดินลงจากโพเดียมแถลงข่าวทันที
แจงร่างระเบียบปฏิรูปประเทศ ยันการเมืองไม่แทรก
นายอภิสิทธิ์ แถลงถึงผลการประชุม ครม.ว่า ครม.เห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยจะมีคณะกรรมการปฏิรูป 1 ชุดและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป 1 คณะ ซึ่งตนจะเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งประธาน 2 คณะ โดยนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูป และน.พ.ประเวศ วะสี จะเป็นประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ซึ่งประธานทั้ง 2 คนจะ เป็นผู้ไปตั้งคณะกรรมการเอง โดยมีสำนักงาน ซึ่งจะตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขาฯ ซึ่งมีกรอบการทำงาน 3 ปี โดยมีอำนาจหน้าที่กว้างขวางพอสมควร ตามเจตนาที่ได้ประกาศเอาไว้ว่าเป็นส่วนสำคัญของแผนเรื่องการปรองดอง
เมื่อ ถามว่าคณะกรรมการจะดำเนินการโดยปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าจากโครงสร้างและรเบียบที่ออกไปนั้นจะเห็นได้ชัดมากว่าการเมืองจะ เข้าไปแทรกแซงอย่างแน่นอน แล้วก็มีความเป็นอิสระมากพอสมควรในการทำงานแต่ละส่วน ซึ่งในรายละเอียดหลังจากนี้จะเป็นเรื่องของประธานคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จะเป็นผู้ชี้แจงเอง
เมื่อถามว่าผู้ที่มาร่วมเป็นคณะกรรมการเป็นห่วงว่ารัฐจะไม่นำสิ่งที่คณะ กรรมการได้ดำเนินการมาทำอย่างจริงจัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ คำตอบเรื่องนี้มันอยู่ที่การกระทำ แต่ที่ผ่านมาเรา มีการทำงานกับภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ หลายครั้งแล้วในรัฐบาลชุดนี้ แม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จะเห็น ได้ว่าในทุกกรณีเราได้มีการดำเนินการจน ผมพูดได้ว่ามีความไว้วางใจซึ่งกันและ กัน แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ ( 28 มิ.ย.) ผมก็ได้ไปร่วมประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เรื่องมาบตาพุด ก็เป็นบรรยากาศที่ดี แม้ข้อเสนอบางเรื่องยังไม่ผ่านขั้นตอนทั้งหมด แต่ตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมา คนที่เคยกังวลว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีข้อยุติอย่างไรแล้วรัฐบาลจะดำเนินการหรือไม่ มัน ก็ชัดเจนแล้วว่าเราได้พยายามผลักดันตามอำนาจหน้าที่ ”
เมื่อ ถามว่าการปฏิรูปประเทศอาจจะไปกระทบฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มทุนทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัวอย่างที่ตนยกมาทั้งหมดนั้นแม้จะมีอะไรกระทบก็ตรงไปตรงมา ซึ่งตนยืนยันได้ว่ารัฐบาลสนับสนุนการทำงานเต็มที่
“เติ้ง”หนุนพรก.ฉุกเฉินควบคุมได้
ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถานการณ์บ้านเมืองว่า เรียบร้อยดี ส่วนการก่อวินาศกรรมคงไม่น่ามี เพราะพ.ร.ก.ฉุกเฉินยังอยู่ และทางศอฉ.เองก็พยายามติดตามอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลเองก็ไม่อยากยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ถ้ายกเลิกไปก็ไม่แน่ใจว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้อีกหรือไม่ เข้าใจว่าในอนาคตรัฐบาลก็ต้องยกเลิก แต่ต้องรอจังหวะหน่อย ส่วนจะอีกนานแค่ไหนนั้นตอบไม่ได้ ต้องดูเหตุการณ์ก่อน แต่ถ้าเหตุการณ์สงบเรียบร้อยก็คงจะยกเลิก โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งใหญ่ก็ต้องยกเลิกแน่นอน อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่มาก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หลายประเทศก็เริ่มเดินทางมากันแล้ว อย่างประเทศเฮติก็เข้ามาแล้ว ซึ่งอาจจะมีคนกลัวบ้างก็บางกลุ่มเท่านั้น
“อาร์พีจียิงกันง่ายเหลือเกิน อาวุธมีมากตามแนวชายแดน ซึ่งอยู่ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะต้องดูแลให้เรียบร้อย ส่วนที่มองว่าเป็นการจัดฉากคงไม่มีใครกล้าทำมั๊ง ถ้าเจอลูกหลงตาย คงไม่กล้าทำหรอก ซึ่งเหตุการณ์บ้านเมืองสงบพอสมควร แต่ความปรองดองจะมีหรือเปล่าบอกไม่ได้“ นายบรรหาร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีอะไรแนะนำกรรมการปรองดองหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า “ยากจริงเลย เห็นกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเหนื่อย ไม่แน่ใจ ชาตินี้จะปรองดองกันได้หรือเปล่า เพราะความคิดเห็นมันแตกแยกกัน ชาตินี้ไม่แน่จะปรองดองกันได้หรือเปล่า ตอบไม่ได้” เมื่อถามย้ำว่าตั้งขึ้นมาทำไม นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องไปถามรัฐบาล ตั้งขึ้นมาเป็นประโยชน์อะไร ตั้งมาแล้วปรองดองกันได้หรือไม่ ต้องถามรัฐบาลเอง ถามตนไม่ได้ แต่ยากเพราะความคิดเห็นไปคนละทาง ยากที่จะปรองดอง นอกจากยอมเขาหมดปรองดองได้ ถ้าทุกฝ่ายตกลงก็ปรองดองได้ แต่ก็ต้องถูกด่าอีก
เลขาฯสมช.ไม่ชัวร์คนลงมือยิงอาร์พีจีมาจากชายแดน
นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการ สมช. กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. ไม่ได้มีการหารือถึงการต่ออายุพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้ให้แนวทางในการพิจารณากับทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ไปหาข้อมูลมา และดูสถานการณ์ว่าในพื้นที่มีเชื้ออยู่หรือไม่ หรือมีการเคลื่อนไหวที่มีแนวโน้มจะรุนแรงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลว่าอาวุธที่นำมาใช้ก่อเหตุความวุ่นวายข้ามมาจากทางชายแดนหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า มาจากหลายแหล่ง แต่ไม่มีใครรู้ว่ามาจากชายแดนแน่หรือไม่ แต่หากรู้ก็จะไม่ให้เข้ามา ส่วนเหตุการณ์จะมีความรุนแรงกว่าการยิงระเบิดอาร์พีจีหรือคาร์บอมม์หรือไม่นั้น ยอมรับว่ามีโอกาส แต่อาจไม่ใช่คาร์บอมม์ เพราะคาร์บอมม์ของเราไม่เหมือนในตะวันออกกลาง แต่เราก็ต้องเฝ้าระวังอยู่
เมื่อถามต่อว่า ในงานข่าวพบว่ากลุ่มก่อเหตุมาจากกลุ่มเดิมหรือไม่ เลขาฯ สมช. กล่าวว่า ต้องรอผลการสอบสวนก่อน ซึ่งรองนายกฯ ได้เร่งรัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสอบสวนขยายผลต่อไป ส่วนอาวุธสงครามที่ยึดได้ก่อนหน้านี้ยืนยันว่ายังอยู่ที่เดิม ขณะนี้รอกระทรวงการต่างประเทศ ประสานไปทางสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ขณะที่ยุทธโธปกรณ์ต้องไปดูว่ายังอยู่หรือไม่ เพราะเครื่องบินเราต้องตรวจสอบก่อนว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการกระความผิด



