
อภิสิทธิ์แย้มรถเมล์-รถไฟบริการสังคมส่อฟรียาว
นายกฯแย้มรถเมล์-รถไฟเข้าข่ายเป็นบริการสังคมฟรีระยะยาว โยนคลังศึกษา แนะให้ดูโครงสร้างแก้ราคาไข่แพง ชี้ต้องมีการแข่งขันให้มากขึ้น
(29มิ.ย.) เมื่อเวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.เห็นชอบมาตรการการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะการต่ออายุมาตรการต่างๆซึ่ง ครม.เคยอนุมัติไว้ ส่วนแรกเป็นส่วนที่ดำเนินการในเรื่องของรถเมล์ รถไฟ และค่าไฟฟ้า ซึ่ง ครม.เห็นชอบที่จะต่ออายุมาตรการนี้ไปจนถึงสิ้นปี คือมีระยะเวลา 6 เดือน โดยหลังจาก 6 เดือน กรณีที่เห็นว่าบริการใดอาจจะเป็นข่ายของการบริการสังคม ก็อาจจะปรับเข้าสู่ระบบของรัฐวิสาหกิจที่มีเรื่องการบริการทางสังคมอยู่แล้ว โดยเป็นลักษณะที่จะให้กระทรวงการคลังดำเนินการชดเชยไป ขณะนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการศึกษา
“ หมายความว่าในบางมาตรการอาจจะไม่ใช่เป็นมาตรการชั่วคราวอีกต่อไป แต่จะให้เข้าระบบของเรื่องการบริการทางสังคมของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณา ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่ามาตรการที่จะเข้าสู่ระบบบริการสาธารณะน่าจะเป็นค่ารถ เมล์และรถไฟหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าดูเบื้องต้นกรณีของรถไฟชั้น 3 รถเมล์ไม่ปรับอากาศน่าจะเข้าข่าย ได้ ส่วนค่าไฟฟ้านั้น ก็จะมีประเด็นถึงความเหมาะสมการกำหนดเพดานเรื่องจำนวนหน่วยที่ใช้ด้วยว่า สมควรหรือไม่อย่างไร ค่าไฟฟ้านั้นจะต้องเป็นเรื่อง ที่ต้องศึกษา ส่วนเรื่องรถเมล์ รถไฟ นั้นคิดว่ามีความชัดเจนในตัวของมันเองว่าเป็นบริการของผู้มีรายได้น้อย
เมื่อถามย้ำว่าจะให้บริการฟรีตลอดไปเลยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หมายความว่าอาจจะใช้เป็นระบบที่ว่าถ้าจัดให้ฟรีก็แยกบัญชีออกมา โดยถือว่าเป็นบริการสังคมและทางกระทรวงการคลังก็จะได้ทำการชดเชยไป เหมือนกับหลักที่เราใช้กับธนาคารของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่มีนโยบายเฉพาะที่ ถือว่าเป็นนโยบายสนับสนุนผู้ที่ประสบความเดือดร้อน
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะไม่กลายเป็นภาระของรัฐบาลหรือ นายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า “ มัน ก็เป็นภาระอยู่แล้วในขณะนี้ เพียงแต่เรามีการพิจารณาครั้งละ 3 หรือ 6 เดือน ถ้าหากเรามองเห็นว่าบริการนี้เป็นบริการนี้ที่รัฐวิสาหกิจให้กับสังคมได้ รัฐบาลก็แบกรับภาระก็ตรงไปตรงมาโปร่งใสดี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ส่วนสองเป็นผลสืบเนื่องมาจากมติของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ประชุมเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดย ครม.เห็นชอบต่อายุมาตรการ 4 มาตรการ ไปถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 คือ เรื่องของการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ตรึงราคาเอ็นจีวี ให้การสนับสนุนแท็กซี่ในการเปลี่ยนจากแอลพีจีมาเป็นเอ็นจีวี และมีการประสานกับทางคณะกรรมการกำกับนโยบายกิจการพลังงานกับทางการไฟฟ้าใน เรื่องของค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ซึ่งในส่วนของค่าเอฟทีนี้จะต่ออายุถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 53 ถือเป็นมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ค่าครองชีพยังสูงอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ารถเมล์รถไฟและค่าไฟฟ้า เป็นจำนวนเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้ารวมค่า ไฟฟ้าด้วยในระยะเวลา 6 เดือน รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 9 พันล้านบาท
เมื่อถามว่า ครม.ได้มีการหารือถึงการลดราคาน้ำมันลง 2 บาทต่อลิตร หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ในที่ประชุม กพช.นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง ได้หยิบยกเรื่องนี้เข้าสู่การหารือ ซึ่งใ 2 ส่วนที่นายมั่นเสนอเป็นแนวความคิดคือ กรณีของภาษีสรรพสามิต กับ เรื่องกลไกการซื้อขาย ซึ่งส่วนนี้ยังไม่ได้พูดในรายละเอียด ตนจึงบอกว่าถ้ามีข้อเสนอก็สามารถเสนอผ่าน กพช.ได้ ส่วนเรื่องของภาษีสรรพสามิต เรามองว่าควรจะดูแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลก คือถ้าเราเห็นว่าราคาในอนาคตยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นมาตรการที่จะใช้ ในทางภาษีหรือกองทุน น่าจะเก็บไว้ในจังหวะนั้นมากกว่า
แนะให้ดูโครงสร้างแก้ราคาไข่แพงชี้ต้องมีการแข่งขันให้มากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า มีเรื่องที่ตนให้ติดตามเป็นพิเศษคือราคาไข่ ซึ่งมีการติดตามแล้วก็พบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ประการแรกคือในเรื่องของต้นทุนในขณะนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ตัวลูกไก่ราคาเพิ่มขึ้นสูงมากในรอบปีที่ผ่านมารวมทั้งการนำเข้าแม่พันธุ์ไปจนถึงการขออนุญาตการเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในธุรกิจขั้นตอนต่างซึ่งทั้งหมดนำมาสู่เหตุผลที่ราคาถูกขึ้นด้วย นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องที่เป็นของวงจร เรื่องอากาศก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ปัญหาทั้งหมดจะเป็นโยงเรื่องของปัญหาในเชิงโครงสร้างที่อาจจะมีผลเพราะเป็นโครงสร้างที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับปัญหาราคาไข่ตกต่ำก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้น นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ จะเรียกประชุมคณะกรรมการภายในสัปดาห์นี้ และตนขอให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปช่วยติดตามเรื่องนี้และให้ดูทั้งระบบ ซึ่งต้องทำให้เร็วที่สุดคงต้องมีทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและมาตรการระยะกลางออกมาอีกครั้ง เพราะมองว่ามีประเด็นที่มากกว่าเรื่องต้นทุนหรืออาจจะเป็นปัญหาในเรื่องของโครงสร้างในการบริหารจัดการระบบทั้งหมด ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องนี้
เมื่อถามว่าจะรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมดเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เบื้องต้นให้ไปดูว่าโครงสร้างที่ถูกวางไว้ ขณะนี้มีผลทำให้ไข่แพงนั้นจะสามารถคลายได้อย่างไร เพราะว่าถ้าไปใช้คำว่ารื้อเพราะจะเข้าใจผิดเพราะว่าเราก็คงไม่ต้องการให้กลับไปสู่สถานการณ์ ซึ่งราคาตกต่ำจนเกษตรกรเดือดร้อนและจะเป็นวงจรที่ไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นจะหาความสมดุลตรงนี้
“การคุมโควตาการนำเข้าแม่ไก่ในขณะนี้มีการบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของโครงสร้างต้นทุนขณะนี้ ถ้าเราดูแล้วว่าถ้ามันเพิ่มสูงขึ้นมากก็ต้องไปแก้ตรงนั้น ส่วนจะเปิดเสรีการนำเข้าแม่ไก่หรือไม่ยังไม่ได้สรุปว่าจะไปจบลงตรงไหน เพราะอย่างที่เรียนคือว่าเราไม่ต้องการกลับเข้าไปในวงจรซึ่งมีปัญหาในเรื่องของเกษตรกรที่ได้รับราคาที่ไม่เหมาะสมด้วย”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเฉพาะเพราะตัวของอุตสาหกรรมเองก็ผ่านปัญหามาค่อนข้างหลากหลายทั้งไข้หวัดนก และราคาตกต่ำ และตอนนี้ราคาแพง ดังนั้นจึงไม่มีส่วนไหนที่จะเทียบเคียงได้ชัดเจน ทั้งนี้ในส่วนของลักษณะของอุตสาหกรรมก็อาจจะมีประเด็นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เหมือนกับตัวอื่นๆ เช่น ปัญหาเรื่องอาหารสัตว์ ธุรกิจที่บางรายทำครบวงจรและบางรายทำไม่ครบวงจร
เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตคณะกรรมการของภาคราชการเองไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดการฮั๊วะกันในภาคเอกชน จะแก้ปัญหาอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เรียนแล้วว่ามติครม.นั้นทางเลขาธิการนายกฯจะเข้าไปดูแลเรื่องนี้ด้วย เมือ่ถามว่าเมื่อดูแล้วจะปรับให้มีความเป็นธรรมอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ก็จะดูทั้งหมดว่าโครงสร้างที่มันเป็นปัญหาอยู่มันมีอะไรบ้าง
เมื่อถามต่อว่า กรอบการทำงานคณะกรรมการ egg บอร์ดควรอยู่แค่ไหนแล้ววันนี้เขาทำเกินบทบาทหน้าที่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คณะกรรมการฯมีระเบียบสำนักนายกฯรองรับ อำนาจหน้าที่มีอยู่เท่าที่กำหนดในระเบียบสำนักนายกฯ ส่วนปัญหาการร้องเรียนจากการใช้อำนาจก็มีคดีอยู่ที่ศาลปกครองอยู่แล้ว
“ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการขณะนี้คือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าให้ได้ โดยเข้าไปที่ต้นตอของปัญหา ถ้าเป็นเรื่องของโครงสร้างก็ต้องมีการปรับโครงสร้าง ซึ่งการแข่งขันต้องมีมากขึ้นที่จะเป็นการลดภาระ แต่เราจะไปรื้อทั้งหมดก็ต้องไม่ให้ย้อนกลับไปสู่ภาวะซึ่งอาจจะมาสู่ปัญหาของเกษตรกรถ้าราคาตกต่ำเกินไป”นายกฯ กล่าว
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่แพงว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนหาแนวทางช่วยเหลือผู้บริโภค หลังราคาไข่ไก่ปรับสูงขึ้น โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการ กำหนดกรอบระยะเวลาแก้ไขปัญหาภายใน 1 สัปดาห์
ทั้งนี้จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่า มีผู้ประกอบการ 9 ราย ได้รับโควต้านำเข้าแม่พันธุ์ไก่ เพื่อนำมาเพาะเป็นลูกไก่ และขายต่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ โดยราคาไข่ไก่ที่สูงขึ้นมีผลมาจากต้นทุนราคาลูกไก่ เพื่อเลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ไก่เพิ่มขึ้นจาก 17-18 บาทต่อตัว เป็นเกือบ 30 บาทต่อตัว ในระยะเวลาเพียงปีครึ่ง ขณะที่ไก่เมื่อให้ผลผลิตประมาณ 300 ฟองต่อตัว ต้องถูกปลดระวาง และนำไปขายเป็นไก่เนื้อ
"คณะกรรมการต้องดูระเบียบว่ามีอำนาจในการดำเนินการกับผู้ประกอบการทั้ง 9 รายหรือไม่ หากจัดสรรโควต้าไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับหลักของการค้าเสรี"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในบ่ายวันนี้ (29 มิ.ย.) นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่และผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุม เพื่อสรุปสถานการณ์ราคาไข่ หลังจากทางกระทรวงพาณิชย์ได้รับการร้องเรียนการจำหน่ายไข่ไก่แต่ละพื้นที่มีราคาค่อนข้างแพง ซึ่งสูงกว่าต้นทุน โดยบางพื้นที่สูงถึง 4-5 บาทต่อฟอง ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงต้องการเร่งแก้ไขปัญหาไข่แพงและรับทราบข้อมูลแท้จริง ก่อนนำข้อมูลไปประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (30 มิ.ย.) โดยคาดว่าการประชุมครั้งนี้น่าจะมีทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป



