
'แซมบ้า'ต้อนชิลี3-0ชน'ดัตช์'รอบ8ทีม
"แซมบ้า"บราซิล โชว์ฟอร์มสุดเฉียบ หลังเป็นฝ่ายไล่ต้อนชนะ ชิลี 3-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้าย คืนวันที่ 18 มิ.ย. พร้อมได้สิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเผชิญหน้ากับ"กังหันสีส้ม" ฮอลแลนด์ ที่เฉือนชนะ สโลวะเกีย 2-1
ศึกฟุตบอลโลก 2010 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เป็นเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่สนามเอลลิส ปาร์ค สเตเดี้ยม กรุงโยฮันเนสเบิร์ก ระหว่าง "แซมบ้า" บราซิล แชมป์กลุ่ม จี พบกับ "ลา โรชา" ชิลี ทีมอันดับ 2 กลุ่ม เอช ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทวีปอเมริกาใต้เหมือนกัน นัดนี้ คาร์ลอส ดุงกา ตัดสินใจดร็อป 2 มิดฟิลด์ตัวหลักอย่าง เฟลิเป เมโล และ เอลาโน เพราะทั้งคู่ยังมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน แต่ได้ขุมกำลังสำคัญอย่าง กาก้า ที่เพิ่งพ้นโทษแบนกลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงอีกครั้ง ด้าน มาร์เชลโล บิเอซา โค้ชชาวอาร์เจนไตน์ของ ชิลี ส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อาร์ตูโร วิดัล, อเลกซิส ซานเชซ และ มาร์ค กอนซาเลซ
สำหรับรูปเกมในช่วงครึ่งแรก "แซมบ้า" เป็นฝ่ายครองบอลทำเกมบุกได้อย่างต่อเนื่อง แถมยังมีโอกาสลุ้นยิงประตูหลายครั้งอีกด้วย แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบคมมากพอ แม้ ชิลี จะมีโอกาสทำเกมรุกสวนกลับได้บ้าง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายครึ่งแรก บราซิล กลับกลายเป็นฝ่ายได้ประตูขึ้นนำไปก่อนในนาที 35 เมื่อ ฮวน ปราการหลังตัวกลางเติมเกมขึ้นไปโหม่งบอลจากลูกเตะมุมเข้าไปตุงตาข่าย
หลังจากนั้น"แซมบ้า" สามารถบวกสกอร์เพิ่มได้อีก 1 ลูก ในนาที 38 เนื่องจาก ชิลี ทำพลาดเสียบอลในแผงแดนกลาง ก่อนโดน "แซมบ้า" ฉกบอลทำเกมสวนกลับเร็ว โดย โรบินโญ ลากบอลไปทางกราบซ้าย ก่อนตบเข้ากลางให้กาก้า จ่ายทะลุช่องถึง หลุยส์ ฟาเบียโน หลุดเดี่ยวเข้าไปล็อกบอลหลบ เคลาดิโอ บราโว นายทวาร ชิลี ก่อนที่จะแปเข้าไปแบบง่ายดาย จบครึ่งแรก บราซิล ขึ้นนำ 2-0
เข้าสู่ครึ่งหลัง ชิลี พยายามเปิดเกมบุกเข้าสู้ เพื่อหวังพังประตูตีไข่แตกไล่ตามตื้นขึ้นมา แต่กลายเป็น "แซมบ้า" ที่ได้ประตูหนีห่างไปอีก 1 ลูก ในนาที 59 เมื่อ โรบินโญ ลากบอลจากกลางสนาม ก่อนทำชิ่งกับ รามิเรส หลุดเข้าไปยิงเสียบมุมอย่างสวยงาม หลังจากนั้นในนาที 73 โรบินโญ มีโอกาสได้สับไกในกรอบเขตโทษ ทว่า เคลาดิโอ บราโว นายทวาร ชิลี ล้มปัดเอาไว้ได้ หมดเวลาการแข่งขัน บราซิล เป็นฝ่ายชนะ ชิลี ไปแบบท่วมท้น 3-0 ส่งผลให้ "แซมบ้า" ได้หมดสิทธิ์ผ่านเข้าไปพบกับ "กังหันสีส้ม" ฮอลแลนด์ ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
บราซิล - ฮูลิโอ ซีซาร์, ไมคอน, ฮวน, ลูซิโอ, มิเชล บาสโตส, ดาเนียล อัสเวส, กิลแบร์โต ซิลวา, รามิเรส, กาก้า (เคลแบร์สัน นาที 81), โรบินโญ (กิลแบร์โต นาที 85), หลุยส์ ฟาเบียโน (นิลมาร์ นาที 76)
ชิลี - เคลาดิโอ บราโว, เมาริซิโอ อิสลา (โรดริโก มิลลาร์ นาที 62), ปาโบล คอนเทรราส (โรดริโก เทลโล นาที 46), กอนซาโล ยารา, อิสมาเอล ฟูเอนเตส, อาร์ตูโร วิดัล, คาร์ลอส คาร์โมนา, มาร์ค กอนซาเลซ (ฮอร์เก วัลดิเวีย นาที 46), อเลกซิส ซานเชซ, ฮุมแบร์โต ซัวโซ, ฌอง โบเซฌูร์
ส่วนอีกคู่หนึ่งที่โมเซส มาบิดา สเตเดี้ยม เมืองเดอร์บัน "กังหันสีส้ม" ฮอลแลนด์ แชมป์กลุ่ม อี พบกับ สโลวะเกีย อันดับ 2 ของกลุ่มเอฟ เกมนี้ เบิร์ต ฟาน มาร์วิค กุนซือทีมดัตช์ ตัดสินใจส่ง อาร์เยน ร็อบเบน ปีกตัวเก่งลงสนามเป็นตัวจริง ทำให้ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ต้องไปนั่งสำรอง พร้อมกับเปลี่ยน เกรกอรี ฟาน เดอร์ วีล ในตำแหน่งแบ็กขวาแทนที่ คาลิด บูลารูซ ขณะที่ วลาดิเมียร์ ไวส์ โค้ชสโลวัก เปลี่ยนแค่ตำแหน่งเดียว ด้วยการส่ง วลาดิเมียร์ ไวส์ ลูกชายลงมาแทน ซเดโน สตราบา ที่ติดโทษแบนในแดนกลาง
เริ่มเกมขึ้นมาทีมฮอลแลนด์ เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าทันที ด้วยการต่อบอลเข้าใส่สโลวะเกีย นาที 11 ก็ได้ลุ้นก่อนหลังจากทำชิ่งกันหลายจังหวะ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ ได้ซัดแต่ไปติดเซฟ แยน มูชา แต่นาที 18 ฮอลแลนด์ มาได้ประตูนำ 1-0 จากจังหวะที่ สไนจ์เดอร์ เปิดบอลยาวให้ อาร์เยน ร็อบเบน จากกราบขวาของสนาม ก่อนที่ปีกจากบาเยิร์นจะเลี้ยงตัดเข้าตรงกลาง แล้วตัดสินใจยิงด้วยซ้ายบอลผ่านมือ แยน มูชา เสียบมุมอย่างสวยงาม
หลังจากได้ประตูนำ นักเตะฮอลแลนด์เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่า ขณะที่สโลวะเกียพยายามเข้าวิ่งกดดันแย่งบอล และสวนกลับเร็ว แต่เจาะกองหลังดัตช์ไม่เข้า นาที 40 ฮอลแลนด์ มีลุ้นอีกหนจากลูกที่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี ได้ซัดจากนอกรอบเขตโทษ แต่บอลไปติดเซฟของ มูชา อีกหน หมดครึ่งแรก ฮอลแลนด์ นำ 1-0
ครึ่งหลังเปิดฉากมา ฮอลแลนด์ เป็นฝ่ายเดินเกมดีกว่า นาที 51 มีลุ้นได้ประตูที่ 2 จาก ร็อบเบน เลี้ยงจี้เข้าหากองหลังก่อนซัดด้วยซ้ายบอลทำท่าจะเสียบเสา แต่ มูชา ปัดออกไปได้ ถัดมาอีกนาทีเดียว ร็อบเบน พาบอลเข้าในกรอบเขตโทษด้านซ้าย ก่อนเปิดให้ ยอริส มาไธจ์เซน กองหลังที่ขึ้นชาร์จจ่อๆ แต่ไปติดหน้า มูชา นาที 59 ดัตช์ได้ลุ้นอีกจากฟรีคิกของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี แต่นายทวารสโลวักยังทุบทิ้งออกมาได้
จากนั้น สโลวะเกีย เริ่มจับจังหวะเกมได้มากขึ้น นาที 64 มีลุ้นตีเสมอจากลูกยิงของ มาเรค ฮัมซิค แต่ไปติดเซฟ มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก ถัดมาอีก 4 นาที สโลวะเกีย น่าจะได้ประตูตีเสมออย่างที่สุด เมื่อ โรเบิร์ต วิทเท็ค หลุดกับดักล้ำหน้าหลุดเดี่ยว ก่อนยิงเต็มแรง แต่นายทวารฮอลแลนด์โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกไปได้ มาถึงนาที 73 กลายเป็นฮอลแลนด์ หวิดได้ประตูหนี จากลูกยิงไกลของ เดียร์ก เคาท์ ยังเป็น มูชา ที่พุ่งปัดหลุดเสา
มาถึงนาที 84 ฮอลแลนด์ มาได้ประตูที่ 2 จากจังหวะเล่นลูกฟรีคิกเร็ว บอลยาวมาถึง เดียร์ก เคาท์ โหม่งบอลหนีมือ มูชา ที่ออกมาตัดพลาด ก่อนที่ เคาท์ จะจ่ายเข้ากลางมาให้ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ แปเหน่งๆ จากบริเวณจุดโทษเสียบตาข่าย ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก นายทวารฮอลแลนด์ไปทำฟาวล์ มาร์ติน ยาคุบโก เป็นลูกจุดโทษ ก่อนที่ โรเบิร์ต วิทเท็ค จะซัดเสียบตาข่าย พร้อมกับเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน ฮอลแลนด์ ชนะ 2-1
รายชื่อนักเตะทั้ง 2 ทีมดังนี้
ฮอลแลนด์ - มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก, เกรกอรี ฟาน เดอร์ วีล, จอห์น ไฮติงกา, ยอริส มาไธจ์เซน, โจวานนี ฟาน บรองค์ฮอร์สท์, เดียร์ก เคาท์, มาร์ค ฟาน บอมเมล, เวสลีย์ สไนจ์เดอร์, ไนเจล เดอ ยอง, อาร์เยน ร็อบเบน (เอลเยโร เอเลีย น.70), โรบิน ฟาน เพอร์ซี (คลาส แยน ฮุนเตลาร์ น.80)
สโลวะเกีย - แยน มูชา, ปีเตอร์ เปคาริค, มาร์ติน สเคอร์เทล, ราโดสลาฟ ซาบาฟนิค (มาร์ติน ยาคุบโก น.88), แยน ดูริกา, มิโรสลาฟ สตอช, ยูราย คุชกา, วลาดิเมียร์ ไวส์, มาเรค ฮัมซิค (มาเรค ซาปาราน น.88), โรเบิร์ต วิทเทค, เอริค เยนดริเซค (คามิล คาปูเนช น.71)
เบิร์ต ฟาน มาร์วิค กุนซือ "กังหันสีส้ม" กล่าวตำหนิผลงานของลูกทีมเล็กน้อย แม้จะเป็นฝ่ายเก็บชัยชนะเหนือ สโลวะเกีย 2-1 ก็ตาม แถมยังสามารถรักษาสถิติไม่พบกับความพ่ายแพ้มาแล้วถึง 23 นัดติดต่ออีกด้วย แต่ทว่าโค้ชชาวดัตช์รายนี้กลับรู้สึกไม่ค่อยพอใจเรื่องการจบสกอร์ที่ยังไม่เฉียบคมเสียเท่าที่ควร แม้จะมีโอกาสยิงประตูหลายครั้ง แต่กลับส่งบอลเข้าสู่ตาข่ายคู่แข่งได้น้อยเกินไป ก่อนที่จะเอ่ยปากชื่นชมผลงานของ อาร์เยน ร็อบเบน ปีกจอมเลี้อยที่เพิ่งหายเดี้ยงกลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงได้อีกครั้งหนึ่งว่า โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน แถมยังสามารถยิงประตูในเกมนัดนี้ได้อีกต่างหาก
"เราสมควรเป็นผู้ชนะในเกมนี้ แต่ถ้าหาก สโลวะเกีย สามารถยิงประตูตีเสมอในช่วงที่เราเป็นฝ่ายขึ้นนำอยู่ 1-0 เราก็คงต้องพยายามยิงเพิ่มให้ได้อีก 3-4 ประตู แต่ถ้าหากเรามีโอกาสยิงประตูหลายครั้ง เราก็ควรที่จะยิงประตูให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้เป็นปิดเกมไม่ได้คู่แข่งได้ยิงประตูไล่ตีตื้นขึ้นมา ถ้าเราไม่ได้ประตูที่ 2 ในช่วงครึ่งหลัง มันอาจทำให้เกมมีความตื้นเต้นมากกว่านี้ก็เป็นได้ แต่ผมรู้สึกพอใจมากที่ ร็อบเบน กลับมาฟิตลงสนามเป็นตัวจริงได้อีกครั้ง"
ด้านวลาดิเมียร์ ไวสส์ ผู้จัดการทีมชาติสโลวะเกีย เอ่ยปากยอมรับความพ่ายแพ้ในเกมนัดนี้ แม้จะเป็นฝ่ายแพ้เพียงแค่ 2-1 แต่ทว่าลูกทีมของเขาไม่สามารถทำเกมสู้ "กังหันสีส้ม" ฮอลแลนด์ ได้เลย เนื่องจากลูกทีมของ เบิร์ต ฟาน มาร์วิค เล่นกันได้อย่างแข็งแกร่งมาก จึงทำให้ทีมของเขาต้องกระเด็นตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปโดยปริยาย
"ฮอลแลนด์ เป็นทีมที่แข็งแกร่งมาก แม้เราจะสามารถเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนกัน แต่เราแทบจะไม่มีโอกาสยิงประตูพวกเราได้เลย"



