ข่าว

"ทนง"แนะรัฐเร่งฟื้นท่องเที่ยว-ลงทุนเชื่อจีดีพีปีนี้โต5%-คาดดอกเบี้ยขยับไตรมาส3

"ทนง"แนะรัฐเร่งฟื้นท่องเที่ยว-ลงทุนเชื่อจีดีพีปีนี้โต5%-คาดดอกเบี้ยขยับไตรมาส3

28 มิ.ย. 2553

"ทนง" มองเศรษฐกิจไทยปี 53 โต 5% หวั่นปัญหาการเมืองเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว แนะรัฐเร่งฟื้นท่องเที่ยว-การลงทุน พร้อมคาดไตรมาส 3 ธปท.มีโอกาสขยับดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ด้านไอเอ็มเอฟเตรียมเข้าประเมินเศรษฐกิจในไทย ก.ค.นี้

 นายทนง พิทยะ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลก แม้จะผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ประเด็นที่กำลังเป็นกังวลกันคือ จะกลับมาเป็นวิกฤติรอบ 2 หรือไม่ ซึ่งตอนนี้การเติบโตขึ้นไปต่อเนื่องอาจจะเป็นไปได้ยากเพราะเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเองก็ยังมีปัญหา แต่จะทำอย่างไรที่จะประคองให้เศรษฐกิจเติบโตแบบตรงตัวต่อไปได้โดยไม่กลับมาเป็นวิกฤติเท่านั้น

 ส่วนเอเชียแม้จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าภูมิภาคอื่น แต่ถ้าเทียบรายได้ประชาชาติต่อหัวต่อคนของคนในเอเชียกับประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือยุโรป ยังห่างไกลกันค่อนข้างมาก ดังนั้นเอเชียจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกอย่างแท้จริงได้จะต้องเร่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขันให้มากกว่านี้

 นายทนงกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2553 เติบโตในเกณฑ์ดี และคาดว่าทั้งปีน่าจะเติบโตได้ในระดับ 5% ส่วนตัวเลข 6% ที่รัฐบาลต้องการเห็นนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ อยู่ที่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเติบโตของภาคส่งออกและการเบิกจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ประเด็นสำคัญคือไม่อยากให้ปัญหาการเมืองมาเป็นปัจจัยที่บั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 "หากการเมืองนิ่งก็เชื่อว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ก่อน ตามมาด้วยการลงทุนของนักลงทุนใหม่ ดังนั้น รัฐบาลควรรีบเข้ามาแก้ไขเพราะใกล้ถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวของไทย" นายทนงกล่าวและว่า

 ด้านนโยบายการเงินของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เริ่มส่งสัญญาณว่ามีความกังวลในเรื่องของเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อยังไม่น่าจะเป็นปัญหามากนักในปีนี้ โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 3.0-4.0% และเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ประมาณ 2.0% หรือต่ำกว่า แต่ก็เป็นจังหวะที่คาดว่าทาง ธปท.น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในเร็วๆ นี้ อาจจะอยู่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2553 ได้เช่นกัน

 ด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การใช้เงินลงทุนโครงการไทยเข้มแข็ง 3.5 แสนล้านบาท ที่ขณะนี้มีการเบิกจ่ายแล้ว 1.6 แสนล้านบาทนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และได้รับการชื่มชมจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ที่ระบุว่าเป็นโครงการที่ดีและรัฐบาลตัดสินใจทำได้เร็วส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นกลับมาได้เร็วเมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยไอเอ็มเอฟจะเข้ามาประเมินข้อมูลทางเศรษฐกิจไทยอีกครั้งภายในเดือนกรกฎาคมนี้