ข่าว

ขอโชว์งานถนัดปฏิรูปไว้ทีหลัง

ขอโชว์งานถนัดปฏิรูปไว้ทีหลัง

29 มิ.ย. 2553

ถ้ากิจกรรม "6 วัน 63 ล้านความดี" มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่า ต้องการจะ "จุดพลุ" ให้คนทั้งประเทศได้ตื่นตัวกับการปฏิรูปประเทศไทย ตามแนวคิดรัฐบาล ก็น่าจะพอกล้อมแกล้มเข้าใจได้

 แต่ถ้าหากเป้าหมายรัฐบาลที่จะระดมความคิดความเห็นของคนไทยทั้งประเทศ เพื่อนำไปรวมกับ การระดมสมองจากเวทีภาคประชาชน ที่ได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุด อานันท์ ปันยารชุน และ หมอประเวศ วะสี ทำ และกำลังจะขยายวงออกไปนั้นไม่รู้จะเข้าท่าหรือเปล่า

 อย่าลืมว่าชุดปฏิรูปประเทศที่หมอประเวศทำกันมานั้น ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเอาวันที่รัฐบาลอยากจะได้คณะกรรมการอะไรสักอย่างแล้วเผอิญไปคิดว่าหมอประเวศน่าจะทำได้

 หมอประเวศและคณะเขามองเห็นปัญหานี้มานานกว่า 2 ปีแล้ว ก็เลยรวมพลกัน 20 กว่าคน แบ่งกลุ่มไปศึกษาประมาณ 10 กลุ่มปัญหาที่จะต้องปฏิรูป..ทำมา 2 ปีกว่าแล้ว พวกเขาก็ยังไม่กล้าที่จะเอาข้อมูลดิบมาใช้ เพราะยังไม่ได้ให้สังคมวงกว้างได้รับรู้ และเลือกที่จะเข้าร่วมในแต่ละเรื่อง

 แต่รัฐบาลกำลังพยายามจะสร้าง "ความมีส่วนร่วม" ของประชาชน ด้วยการใช้โทรศัพท์มาระบายความในใจ ใช้จดหมายเขียนถึงสิ่งที่ทุกข์ยากและอยากได้ หรือกระทั่งอีเมลที่เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ด้วยเวลาเพียง 6 วัน

 เอาเฉพาะคนของรัฐบาลที่จะมาทำหน้าที่รับสาย หรือคัดกรองความเห็นจากอีเมลและจดหมาย ถ้าส่งกันมาถล่มทลายอย่างที่วาดหวัง ก็ไม่รู้จะเอาปัญญาที่ไหนมาคัด มาแยกเรื่อง

 ความทุกข์ยาก ความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง สุดท้ายไม่กลายเป็นขยะ เพราะเกินกำลังที่จะทำไปเลยหรือ

 เพราะดูจาก "น้องเดียว" แถลงแล้ว มันเป็นอะไรที่เปิดกว้าง จนเรียกว่าอะไรก็ได้ที่อยากพูด อยากเสนอ อยากแนะนำ

 ไม่ได้คัดได้แยกว่าอะไรที่เป็นงานที่รัฐบาลทำได้ทันที หรือเป็นหน้าที่นี้อยู่แล้ว ก็ให้ไปในอีกช่องทางหนึ่ง

 การรับฟังคนอื่นพูด คนอื่นเสนอแนะนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคนเสนอแนะเขารู้ว่าสุดท้ายกลายเป็นขยะรกทำเนียบ คิดดูก็แล้วกันว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร

 เอาง่ายๆ แค่คำถามว่า เหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้นใครถูก ใครผิด หรือใครจะเป็นคนบอกว่า ใครถูกใครผิด ตรงนี้รัฐบาลก็ตอบไม่ได้แล้ว ..คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาก็ประกาศเสียแต่แรกเช่นกันว่า ไม่ชี้ไปถึงขั้นนั้น มันก็มีคำถามว่า แล้วจะตั้งขึ้นมาทำไม

 หนักไปกว่านั้นก็คือ งานนี้เปิดทางให้ ใครก็ตามที่อยากมายื่นความคิดเห็นด้วยตนเองถึงตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มันก็จะเกิดคำถามว่า ทีคนยากคนจนอยากจะขอเข้าไปพูดคุยถึงปัญหา กลับไม่เปิดประตูต้อนรับเขา แต่กับความเห็นที่ไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไรกลับพร้อมเปิดประตูอ้าแขนรับ

 ดูเหมือนว่ารัฐบาลอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่กลับไม่ยอมบอกว่าไอ้ที่เตรียมจะปฏิรูปประเทศไทยนั้น มีแผนจะทำอะไรบ้าง และคาดหวังว่ามันจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

 เพื่อให้ชาวบ้านเขาได้รับรู้ มีส่วนร่วม หาข้อมูลเพิ่มเติมและรู้สึกเป็นเจ้าของ และพร้อมที่จะนำบทสรุปถึงทิศทางการปฏิรูปนี้ไปเรียกร้องให้รัฐบาลทุกรัฐบาลทำตาม

 ไม่ใช่มีหน้าที่ไปเสนอความคิดเห็นที่ไม่รู้ว่า หลังจากนั้น 5 นาที จะกลายเป็นขยะรกทำเนียบไปหรือไม่

 ถ้าคิดว่าจะจัดงานมหกรรมโทรฟรีก็ว่ากันไป หรือเพียงแค่อยากโชว์ "งานถนัด" จัดนักร้อง ดารามารับสาย ก็ไม่ว่ากัน

 แต่ก็ไม่ควรเอาความตั้งอกตั้งใจที่จะทำเพื่อชาติบ้านเมืองไปเล่นกล เพียงเพื่อจะกระตุ้นให้คนเออ ออห่อหมกด้วย

 ถ้ากระบวนการภาคประชาชนเกิดล้มเหลว หรือถูกต่อต้านเพราะจากสาเหตุที่รัฐบาลเอาความคิด เอาข้อเสนอไปกองสุมไว้ในห้องแล้วล็อกกุญแจทิ้งไว้ ต่อไปใครจะให้ความร่วมมือ

 อย่าว่าแต่คนเสื้อแดงที่ตอนนี้รู้สึกว่าตนเอง "พ่ายสงคราม" รัฐบาลจะดูแลคนเหล่านี้อย่างไร พวกเขาจะมีหลักประกันอย่างไรว่าหากมีข้อเสนอจะได้รับการตอบรับจากรัฐบาล

 เพราะลำพังในวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างไร ภายใต้การนำขององค์กรภาคประชาชน

 สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะทำหน้าที่ "อำนวยการ" หรือลงมาเล่นเสียเอง หรือทำคู่ขนานไปกับ กรรมการชุดอดีตนายกฯ อานันท์ กับหมอประเวศ

 หรือว่า ที่ทำเช่นนี้เพราะเพิ่งคิดได้ว่า นี่มันหน้าที่ของรัฐบาล หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องแสดงภาวะผู้นำให้สังคมคิดและมาร่วมกันแสดงความคิดว่า ถ้ารัฐบาลจะเอาอย่างนี้ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่

 ซึ่งมันก็ไม่ใช่ ..!

 เพราะตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ รัฐบาลไม่เห็นแสดงอะไรออกมา หรือได้ทำอะไรที่พอจะเรียกได้ว่า กำลังเดินไปสู่การ "ปฏิรูป" เลยแม้แต่น้อย

ศรายุทธ สายคำมี