
เหยื่อม็อบขอเลื่อนคืนเงินต้นกว่า7หมื่นล้าน-ธปท.ไม่หวั่นเป็นเอ็นพีแอล
แบงก์ชาติเผยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงทางการเมือง ขอเลื่อนคืนเงินต้นกับแบงก์พาณิชย์เจ้าหนี้ เป็นมูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1% ระบุส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พร้อมระบุไม่ห่วงเป็นเอ็นพีแอล เชื่อแบงก์พาณิชย์ดูแลดี
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้รวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีลูกค้าของสถาบันการเงินทั้งระบบที่ได้รับผลกระทบและขอเลื่อนเวลาการชำระคืนหนี้เงินต้นออกไปชั่วคราว รวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของสินเชื่อรวม โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งมีเงินทุนหมุนเวียนไม่มากนัก และไม่มีรายได้จากธุรกิจอื่น จึงไม่สามารถหาเงินทุนหมุนเวียนได้ทัน
อย่างไรก็ตาม หนี้ในส่วนนี้เชื่อว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีจากสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินเองก็มีระบบติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว และมีการรายงานให้ ธปท. รับทราบความคืบหน้าถึงการปรับปรุงดูแลเป็นระยะ ดังนั้น ธปท. จึงไม่ห่วงมากนักว่าหนี้ส่วนนี้จะกลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
“เราขอให้แบงก์พาณิชย์ แบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบแต่ยังพอมีเงินทุนที่นำมาใช้หมุนเวียนและสามารถจ่ายหนี้เงินต้นของธนาคารพาณิชย์ได้ กับอีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบและไม่มีสภาพคล่องหรือเงินทุนเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินต้น ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะขอเลื่อนชำระหนี้เงินต้นไปก่อน แต่ยังคงจ่ายดอกเบี้ย โดยมีสัดส่วนประมาณ 1% ของพอร์ตสินเชื่อรวม” นางสาลินีกล่าว
ด้านนายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากการประเมินของธนาคารมีลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองประมาณ 3,700 ราย คิดเป็นมูลค่า 5,600 ล้านบาท แต่จากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจพบว่า มีลูกค้าได้รับผลกระทบจริง 136 ราย คิดเป็นมูลค่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งจนถึงขณะนี้มีลูกค้าขอเข้าแพ็กเกจความช่วยเหลือจากธนาคาร 62 ราย คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นร้านค้า ร้านอาหาร และเบ็ดเตล็ด โดยมีทั้งขอยืดเวลาการชำระหนี้ และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย รวมถึงขอเงินทุนหมุนเวียน
นายไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมมีประมาณ 100 ราย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าที่ได้รับความเสียหายมากสุด 29 รายวงเงิน 600 ล้านบาท ลูกค้าระดับปานกลาง 30 รายวงเงิน 1,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นลูกค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยปัจจุบันธนาคารอนุมัติให้ความช่วยเหลือไปแล้ว 9 ราย วงเงิน 120 ล้านบาท



