
สศช.จ่อปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต5-6%เตรียมประกาศใหม่ ส.ค.นี้-ระบุโตสุดรอบ 10 ปี
สศช.เตรียมปรับเป้าจีดีพีปีนี้ใหม่เป็น 5-6% จากเดิม 3-4% ภายในเดือนสิงหาคมนี้ หลังพบเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วเกินคาด ระบุเป็นการเติบโตสูงสุดรอบ 10 ปี ชูส่งออกตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจ คาดทั้งปีขยายตัว 15-20%
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.เฝ้าติดตามภาวะเศรษฐกิจไทยช่วง 1 เดือน หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง พบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่เป็นลบต่อเศรษฐกิจ ทั้งภาวะความไม่สงบในประเทศ วิกฤติหนี้สาธารณะของประเทศในแถบยุโรป และภาวะภัยแล้ง อยู่ในภาวะคลี่คลายแล้ว ขณะที่การส่งออกช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัว 30-40% ดังนั้นในเดือนสิงหาคมนี้ สศช.จะปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจทั้งปี 2553 อยู่ที่ 5-6% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 3-4%
"แม้ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบหนักจากการชุมนุม แต่ตอนนี้ผมเบาใจไปในระดับหนึ่งแล้ว ความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว การส่งออกเติบโตในระดับสูง การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบก็เพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกไตรมาส 3 และ 4 ขยายตัวต่อเนื่อง ถ้าภายใน 3 เดือนจากนี้ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เศรษฐกิจจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 5% และมีโอกาสสูงถึง 6% เป็นการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 10 ปี ส่วนไตรมาส 2 คาดว่าจีดีพีจะโตไม่ต่ำกว่า 6%" นายอำพน กล่าว
ทั้งนี้เมื่อการเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ กลไกของรัฐสามารถเดินหน้าได้ไปพร้อมๆ กับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังอนุมัติเงินลงทุนโครงการปรับปรุงรถไฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงรถไฟทั่วประเทศ 1.7 แสนล้านบาท มีการปรับ ครม.แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของนายกฯ ต้องการให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด ก็มีการตั้งกลไกขึ้นมาชัดเจนแล้ว ทำให้เอกชนเกินความมั่นใจต่อการลงทุนมากขึ้น
ส่วนการส่งออก มั่นใจว่าไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ การส่งออกจะขยายตัวในระดับสูง ส่งผลให้ทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 15-20% หรือเพิ่มจาก 1.52 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 1.7 แสนล้านดอลลาร์ จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ และหากการจ้างงานยังอยู่ในระดับสูง การบริโภคภายในประเทศก็จะไม่ต่ำกว่า 4% ดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะยืนอยู่ที่ะดับ 800 จุด การใช้กำลังการผลิตที่ระดับ 70% ทำให้เห็นว่าปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นวิกฤติ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หมายถึงเศรษฐกิจสหรัฐต้องชะลอการฟื้นตัวออกไป
นายอำพนกล่าวอีกว่า ในส่วนของตัวเลขการเงินและการคลังของประเทศ พบว่าอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและมั่นคงค่อนข้างมาก ยังจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้า การปล่อยสินเชื่อและการระดมทุนเงินออมจากขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวปีนี้จะมีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน แสดงว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่ปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ



