
2 พรรคใครจะเข้าเป้าเลือกซ่อมเขต 6
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์การเมืองที่แตกออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 กรุงเทพมหานคร ก็คงจะไม่เป็นเพียงการเลือกตั้งซ่อมทั่วไป เพราะเสียงเพียง 1 เสียงที่ขาดหรือเพิ่มขึ้น กับเวลาที่เหลืออยู่เพียงปี
ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น เกิดขึ้นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่พรรคเพื่อไทยใช้ชื่อว่า พรรคไทยรักไทย กระทั่งพรรคถูกยุบ ซึ่งก็เพราะการร้องเรียนของพรรคประชาธิปัตย์
การต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจทางการเมืองของทั้งสองพรรคดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเดือนเมษายน 2552 ก็เกือบจะเกิดเหตุนองเลือดมาแล้ว แต่ก็ไม่พ้น เมื่อการชุมนุมตั้งแต่ 12 มีนาคม สิ้นสุดเมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน บาดเจ็บนับพันคน
เป็นการต่อสู้ระหว่างคนเสื้อแดงที่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน และขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อเกิดการกระชับพื้นที่และนำไปสู่การยุติการชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เกิดการเผาบ้านเผาเมือง ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้กว่าแสนคน แต่การต่อสู้ก็ไม่ได้สิ้นสุดลง ประจวบกับมีการเสียชีวิตของ นายทิวา เงินยวง ส.ส.ประชาธิปัตย์ การเดินกลับเข้าสู่เวทีปกติที่ทั่วโลกให้การยอมรับจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง
ในส่วนของการคัดเลือกตัวบุคคลที่จะลงแข่งขันนั้น แรกทีเดียวทั้งสองพรรคต่างก็สับสน ไม่ชัดเจน
ประชาธิปัตย์นั้น มีผู้เสนอว่า ควรจะเป็น เกรียงยศ สุดลาภา นักการเมืองที่เพียรทำงานในเขตนี้มานานและลงสมัครรับเลือกตั้งพร้อมๆ กับ สมัย เจริญช่าง และทิวา เงินยวง แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า เกรียงยศ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
แม้กระทั่งเบนเข็มไปลง ส.ก. หรือ ส.ข. ก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้โอกาส นอกเหนือจากความสนิทสนมกับทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และรองหัวหน้าพรรค เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ก่อนที่จะให้กรรมการบริหารพรรคคัดเลือก วงในประชาธิปัตย์ต่างก็ให้การยอมรับกันหมดแล้วว่า ต้องให้ พนิช ลงเลือกตั้งซ่อมแทน ทิวา เงินยวง ถึงแม้ พนิช จะมีบ้านช่องห้องหออยู่ที่ย่านถนนสุขุมวิทโน่นก็ตาม
ฝ่ายเพื่อไทยก็ไม่ได้ต่างกันนัก แต่ดูจะหนักหนาสาหัสกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะครั้งแรกนั้น กะจะให้ “เดอะเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ถูกข้อหาก่อการร้าย ติดอยู่ในคุกลงสมัคร
ไม่รู้ว่าคนที่เสนอนั้นคิดเกมการเมืองมากเกินไป หรือไม่รู้ว่าต้องการอะไร ถึงได้เลือกแนวทางนี้ โดยที่ไม่ได้ดูว่าถิ่นพำนักของ ณัฐวุฒิ นั้น อยู่ที่ จ.นนทบุรี
ท่ามกลางคำถาม และข้อกังขาว่า มุ่งเน้นจะเล่นเกมการเมือง และพยายามจะเปิดเวทีเพื่อฟื้นขุมกำลังเสื้อแดงอีกครั้ง เพราะไม่ได้มีข่าวกระเซ็นออกมาเลยว่า พรรคเพื่อไทยจะเลือกคนที่เคยทำงานให้พรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง สุดท้ายพรรคเพื่อไทยก็มีมติส่ง ก่อแก้ว พิกุลทอง นักธุรกิจที่หันหน้าเข้าหาเวทีการเมือง และเลือกที่จะยืนเคียงข้างคนเสื้อแดง จนตนเองตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ก็ยิ่งตอกย้ำว่า พรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงนั้น คือ เนื้อเดียวกัน กายเดียวกัน!
โชคดีก็ตรงที่ศาลเห็นว่า นี่คือสิทธิของก่อแก้ว ก็เลยอนุญาตให้ไปสมัครรับเลือกตั้งได้...แต่ดูเหมือนได้คืบจะเอาศอก ก่อแก้วประกาศจะสวมชุดนักโทษไปขอสมัครลงรับเลือกตั้ง
เพื่ออะไรคงมิต้องพูดถึง...แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้น ชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ก็ออกมาเบรกเสียก่อนว่า ไม่ให้สวมชุดนักโทษออกไปสมัครรับเลือกตั้ง
นั่นคือยกแรกสำหรับก่อแก้ว ในนามพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ในนามคนเสื้อแดง หรือ นปช.
เพราะเข็มที่วางเอาไว้เพื่อให้เดินนั้น ชัดเจนว่า การได้กลับขึ้นเวที เพื่อเรียกระดมคนเสื้อแดงกลับมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะมีกฎกติกามารยาทที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดเอาไว้ก็ตามแต่ เพราะการได้ขึ้นเวทีอีกหนก็ถือว่าเป็นกำไรแล้ว
ส่วนหากผลการเลือกตั้งออกมาแล้วเกิดชนะ ก็ต้องถือว่าเป็นโบนัสก้อนใหญ่เลยทีเดียว
แต่หากพูดถึงความเป็นไปได้ของชัยชนะนั้น ในวันที่ยังไม่สมัครรับเลือกตั้ง ก็อาจจะ “พูดยาก”
นั่นเป็นเพราะคนในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 6 กทม.แห่งนี้ หากดูประวัติที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นไปตามกระแสทั้งสิ้น
ก่อนที่ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะนำทีมงานเข้ายึดพื้นที่ เขตเลือกตั้งนี้ก็เคยเป็นของประชาธิปัตย์ อันมี ทิวา เงินยวง และสมัย เจริญช่าง ยึดครองอยู่ แต่เมื่อกระแส ทักษิณ ชินวัตร มาแรง คนในเขตนี้ก็หันไปหาพรรคไทยรักไทยอย่างไม่ลังเล
แต่เมื่อกระแส ทักษิณ ฟีเวอร์ จบลง ประชาธิปัตย์ก็กลับมาครองใจคนที่นี่อีกครั้ง
นั่นคือปรากฏการณ์ที่ผ่านมา แต่สำหรับการที่จะเลือกอีกครั้งในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ยังต้องรอการพิสูจน์
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขต 6 แห่งนี้ มีสภาพพื้นที่ประหลาดกว่าใครเพื่อน เพราะครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่ที่น่าจะเรียกว่า “เขตชั้นใน” และมีอีกกว่าครึ่ง เป็น “เขตชั้นนอก”
บึงกุ่ม ดูจะเป็นเขตชั้นในที่ชัดเจนที่สุด พฤติกรรมการเลือกผู้แทนของคนเขตนี้ จึงเป็นไปตามกระแส
ส่วนเขตสะพานสูง คันนายาว ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีบ้านจัดสรรเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีการจัดตั้งฐานเสียงทางการเมือง สอดแทรกกับกลุ่มที่เลือกตามกระแสการเมืองเป็นหลัก
ส่วนเขตหนองจอก คลองสามวา สองเขตนี้ดูเหมือนว่าจะมีทั้ง 3 เหตุเป็นตัวชี้วัดพฤติกรรมการเลือกตั้ง มีทั้งกระแส ทั้งการจัดตั้งฐานเสียง และใช้ปัจจัย
นั่นคือสภาพที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 6
แต่การพูดถึงคนเขตนี้แล้วจะไม่พูดถึง อิสระ เสรีพงษ์ ก็คงไม่ได้ เพราะ “ตระกูล เสรีพงษ์” ถือเป็นตระกูลการเมืองเก่าแก่ของที่นี่ นอกจาก อิสระ จะเป็น ส.ส.แล้ว ยังมีพี่ชายเป็นกำนัน และน้องชายยังเป็น ส.ก.ของพื้นที่
เสียงที่ อิสระ มีอยู่ในมือ จึงมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประชาธิปัตย์นั้น เชื่อมั่นว่า ด้วยกระแสที่ไม่เอาทักษิณ และเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณสี่แยกราชประสงค์ จะทำให้ พนิช ได้รับชัยชนะได้อย่างไม่ยากนัก
แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยนั้น อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า ถ้าชนะ ก็คือ โบนัส !
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ข้อกฎหมายจะถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อทำลายคู่ต่อสู้ชนิดละเอียดยิบ ทุกเม็ด ทุกความเคลื่อนไหว ชนิดที่ว่า ใครพลาด ก็ลงหลุมเลยทีเดียว
ศรุติ ศรุตา



