ข่าว

"ฟ้าขาว"ถล่ม3-1"เยอรมนี"ต้อน4-1

"ฟ้าขาว"ถล่ม3-1"เยอรมนี"ต้อน4-1

28 มิ.ย. 2553

"สิงโตคำราม" อังกฤษ หมดฟอร์ม โดนทีมเด็ก "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี สอนบอลต้อน 4-1 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2010 ส่วน "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา สยบเด็ก "จังโก้" เม็กซิโก 3-1 โดย คาร์ลอส เตเบซ ยิง 2 เม็ด

ศึกฟุตบอลโลก 2010 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน เป็นเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่สนามฟรีสเตท เมืองบลูมฟอนเทน "สิงโตคำราม" อังกฤษ ลงสนามพบ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี โดยเกมนี้ ฟาบิโอ คาเปลโล กุนซืออังกฤษ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นจากนัดที่ชนะ สโลวีเนีย 1-0 ใช้ แมตธิว อัพสัน คู่กับ จอห์น เทอร์รี ในแนวรับ และแนวรุกใช้ เวย์น รูนีย์ คู่ เจอร์เมน เดโฟ ขณะที่ เยอรมนี ได้ เฌอโรม บัวเต็ง กับ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ผ่านการทดสอบความฟิตลงสนามได้

 เริ่มเกมขึ้นมา อังกฤษ ยังต่อเกมไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่เป็น เยอรมนี ที่ต่อบอลทำเกมรุกจนได้ลุ้นเมื่อ เมซุท โอซิล วิ่งทะลุ แอชลีย์ โคล หลุดไปทางซ้ายของเขตโทษ ก่อนจะสับไกยิงแต่บอลไปติดขา เดวิด เจมส์ ออกหลังไป แต่นาทีที่ 20 ของเกม อินทรีเหล็ก ก็ได้ประตูนำก่อนจนได้ มานูเอล นอยเออร์ นายทวารเตะบอลยาวจากเส้นประตู มิโรสลาฟ โคลเซ วิ่งเบียดเอาชนะ แมตธิว อัพสัน ก่อนหลุดไปจิ้มบอลผ่าน เดวิด เจมส์ เป็น 1-0

 หลังเสียประตูแรก อังกฤษ ก็ยังทำอะไรไม่ถูกนาทีที่ 31 เยอรมนี เกือบจะได้ประตูห่างออกไปอีก โอซิล แทงบอลให้ โคลเซ หลุดเดี่ยวไปยิงในเขตโทษ แต่จังหวะนี้ติดขา เจมส์ ออกมา ก่อนที่นาทีต่อมา อินทรีเหล็ก ได้ประตูหนีห่างออกไปจริงๆ จากการทำชิ่งอย่างสวยงามที่ โคลเซ ชิ่งให้ โธมัส มุลเลอร์ หลุดไปหน้าเขตโทษ และผ่านไปทางซ้ายให้ ลูคัส โพโดลสกี แตะบอลหนึ่งจังหวะ และยิงลอดขา เจมส์ เข้าไปเป็น 2-0

 อังกฤษ มาปรับเกมเล่นบอลออกริมเส้นมากขึ้น จนนาทีที่ 37 ก็มาประสบความสำเร็จจากการเปิดบอลทางขวาของ สตีเวน เจอร์ราร์ด และเป็น แมตธิว อัพสัน ที่ขึ้นโหม่งได้ก่อน นอยเออร์ ออกมาตัดบอล บอลลอยเข้าไปเป็น 1-2 และจากนั้นนาทีเดียว อังกฤษ ชวดประตูตีเสมออย่างโชคร้าย กองหลัง เยอรมนี สกัดบอลไม่ขาด แฟรงค์ แลมพาร์ด ยิงบอลจากกรอบเขตโทษ บอลผ่านมือ นอยเออร์ ชนคานลงพื้นเข้าประตูไปอย่างชัดเจน แต่ผู้ตัดสินไม่เห็นจึงชวดประตูไป จบครึ่งแรก เยอรมนี ยังนำอยู่ 2-1

 ครึ่งหลังกลับมาเล่นได้ 6 นาที อังกฤษ เกือบจะได้ประตูตีเสมออีกครั้งจากลูกฟรีคิกระยะราวๆ 35 หลา ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด บอลพุ่งผ่าน นอยเออร์ แบบหมดสิทธิป้องกัน แต่บอลชนคานออกมาเต็มๆ ขณะที่ เยอรมนี ตอบโต้ได้ในนาทีที่ 59 โธมัส มุลเลอร์ แตะบอลทะลุไปยิงที่หน้ากรอบเขตโทษแต่บอลเฉี่ยวเสาไกลออกไป ตามด้วยจังหวะของ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ที่สับไกยิงจากหน้าเขตโทษทางขวาบอลพุ่งเฉี่ยวเสาไปแบบได้ลุ้น

 นาทีที่ 67 เยอรมนี ที่ตั้งรับเป็นส่วนใหญ่ ใช้เกมโต้กลับจนได้ประตูที่ 3 จากบอลที่ขึ้นทางซ้าย ชไวน์สไตเกอร์ ไหลบอลทางขวาให้ มุลเลอร์ แตะบอลมีเวลาเลือกมุมก่อนจะยิงผ่านมือ เจมส์ เข้าไปเป็น 3-1 ก่อนที่ 3 นาทีต่อมา อินทรีเหล็ก ใช้จังหวะโต้กลับจนได้ประตูเพิ่มอีก โอซิล ได้บอลหลุดจากกลางสนามทางซ้าย ลากบอลเข้าถึงกรอบเขตโทษและผ่านบอลลอดขา แอชลีย์ โคล ไปหน้าประตูให้ มุลเลอร์ แปโล่งๆ เป็น 4-1

 ก่อนหมดเวลา 9 นาที อังกฤษ มีโอกาสได้ประตูตีตื้นขึ้นมาอีก จากการทำชิ่งเข้าเขตโทษ เจอร์ราร์ด หลุดเดี่ยวไปยิงแต่ นอยเออร์ ปัดปลายมือไปได้ จบเกม เยอรมนี จึงชนะด้วยสกอร์ขาดลอย 4-1 เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปพบผู้ชนะระหว่าง อาร์เจนตินา กับ เม็กซิโก

 เยอรมนี - มานูเอล นอยเออร์, ฟิลิปป์ ลาห์ม, แพร์ แมร์เตซัคเกอร์, อาร์เน ฟรีดริช, เฌอโรม บัวเต็ง, ซามี เคดิรา, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, โธมัส มุลเลอร์ (ปีเตอร์ โทรซอฟสกี้ น. 72), เมซุท โอซิล (สเตฟาน คีสลิง น. 83) , ลูคัส โพโดลสกี, มิโรสลาฟ โคลเซ (มาริโอ โกเมซ น. 72)

 อังกฤษ - เดวิด เจมส์, เกลน จอห์นสัน, (ฌอน ไรท์ ฟิลลิปส์ น. 87) แมตธิว อัพสัน, จอห์น เทอร์รี, แอชลีย์ โคล, เจมส์ มิลเนอร์ (โจ โคล น. 64), แฟรงค์ แลมพาร์ด, แกเรธ แบร์รี, สตีเวน เจอร์ราร์ด, เวย์น รูนีย์, เจอร์เมน เดโฟ (เอมิล เฮสกีย์ น. 71)

 โยอาคิม เลิฟ เทรนเนอร์ทีม "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี เผยแก้สถานการณ์ช่วงพักครึ่งเวลาในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก ที่นำ อังกฤษ 2-1 ว่าสั่งให้ทีมเน้นการตั้งรับ และเล่นเกมโต้กลับ รวมทั้งบอกกับเด็กๆ ของทีมว่าต้องพยายามยิงประตูที่ 3 ให้ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนทำประตูแซงและตกรอบได้ เพราะอังกฤษกำลังได้ใจ

 "ผมบอกกับทีมของผมตอนพักครึ่ง ว่าเราต้องพยายามทำประตูที่ 3 ให้ได้ เรารู้ว่าเราสามารถเล่นงานอังกฤษได้จากเกมโต้กลับ เพราะพวกเขาต้องเปิดเกมใส่พวกเรา ผมภูมิใจในลูกทีมชุดนี้ ที่พวกเขาผ่านเกมที่ยากลำบากมาได้ ถึงตอนนี้อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว" เลิฟกล่าว

 ด้านฟาบิโอ คาเปลโล ผู้จัดการทีม "สิงโตคำราม" อังกฤษ ยอมรับหลังเกมแพ้ เยอรมนี ขาดลอย 1-4 ว่ามีความคิดที่จะลาดออกจากตำแหน่ง ซึ่งการตัดสินใจยังต้องคุยกับนายกสมาคมฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง แม้ว่าปัจจุบันจะมีสัญญาคุมทีมจนถึงปี 2012
 "ผมมีเวลาที่ตัดสินใจ ผมต้องคุยกับนายกสมาคมก่อน เราต้องรอจนกว่าจะกลับถึงลอนดอน ผมอยากเห็นว่าเขายังความมั่นใจในตัวผม แต่สุดท้ายแล้วผมก็ต้องคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างก่อน" คาเปลโลกล่าว

 นอกจากนี้ คาเปลโล ยังพูดถึงการตัดสินของกรรมการ ฮอร์เก ลาร์ริออนดา จากอุรุกวัย ว่าการตัดสินผิดพลาดที่ทำให้ทีมไม่ได้ประตูตีเสมอ ส่งผลให้ทีมต้องพ่ายแพ้นัดนี้ และการที่ทีมไม่ได้ประตูตีเสมอทำให้ทีมหมดกำลังใจ และพ่ายแพ้ในที่สุด

 "มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เราต้องสู้กับผู้ตัดสิน 5 คน และพวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่ามันเป็นประตูหรือไม่เป็นประตู เกมจะมีความแตกต่างอย่างมากหลังจากประตูนั้น มันเป็นความผิดพลาดของผู้กำกับเส้น และผมคิดว่าผู้ตัดสินก็ด้วย เพราะจากม้านั่งสำรองผมยังเห็นว่ามันข้ามเส้นประตูไปแล้ว" คาเปลโลกล่าวอย่างมีอารมณ์

 ขณะที่เกมอีกคู่ที่สนามซอคเกอร์ ซิตี้ เมืองโยฮันเนสเบิร์ก ระหว่าง อาร์เจนตินา ตัวแทนจากอเมริกาใต้ กับ เม็กซิโก ตัวแทนจากอเมริกาเหนือ ซึ่งเกมนี้ "ฟ้าขาว" มีการปรับหมาก แม้จะใช้ผู้เล่นตัวหลักเกือบครบ ด้วยการวางหมากกองหน้าคู่ระหว่าง กอนซาลัว อิกัวอิน กับ คาร์ลอส เตเบซ แทนที่จะเป็นระบบ 4-3-3 เหมือนรอบแรก ส่วน เม็กซิโก มีการปรับ 3 กองหน้า คงเหลือไว้เพียง โจวานนี โดส ซานโตส คนเดียว ขณะที่อีก 2 คนคือ อดอลโฟ เบาติสตา และ ฮาเวียร์ เฮอร์นานเดซ ได้แทนที่ คาร์ลอส เบลา กับ กีเยร์โม ฟรังโก ในระบบ 3 หัวหอก

 เริ่มเกมด้วยระบบ 3 หัวหอก เม็กซิโก สร้างโอกาสทำประตูได้มากกว่า ทว่าหลังผ่านพ้น 20 นาทีแรก อาร์เจนตินา ตั้งเกมได้และใช้เวลาไม่นานได้ประตูแรกทันทีจากจังหวะที่ คาร์ลอส เตเบซ ตามซ้ำลูกยิงของ ลิโอเนล เมสซี นาที 25 ก่อนจะมาบวกสกอร์เพิ่มได้อีกจาก กอนซาโล อิกัวอิน นาที 33 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ดังกล่าว

 เริ่มครึ่งหลัง อาร์เจนตินา กลับไม่ผ่อนเกมรุก และมาบวกสกอร์เพิ่มได้อย่างรวดเร็ว เมื่อ เตเบซ สับไกเต็มข้อริมหัวกะโหลกกรอบเขตโทษ ช่วยให้ "ฟ้าขาว" นำห่าง 3-0 นาที 52 ซึ่งเป็นประตูที่ 2 ของ เตเบซ ในเกมนี้ อย่างไรก็ตาม "จังโก้" ก็ยังไม่หมดใจมาไล่ตีไข่แตกได้จาก ฮาเวียร์  เฮอร์นานเดซ นาที 71 แต่ก็ทำได้ดีที่สุดเท่านั้น เมื่อจบเกม อาร์เจนตินา ชนะ เม็กซิโก 3-1

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

อาร์เจนตินา - เซอร์จิโอ โรเมโร, นิโคลัส บูร์ดิสโซ, มาร์ติน เดมิเชลิส, ฮาเบียร์ มาสเชราโน, กาเบรียล ไฮน์เซ, นิโคลัส โอตาเมนดี, ลิโอเนล เมสซี, อังเคล ดิมาเรีย, มักซี โรดริเกซ, กอนซาโล อิกัวอิน, คาร์ลอส เตเบซ (ฮวน เซบาสเตียน เวรอน น.69)

เม็กซิโก - ออสการ์ เปเรซ, ฟรานซิสโก โรดริเกซ, ริคาร์โด โอโซริโอ, คาร์ลอส ซัลซิโด, เอฟราอิน ฮัวเรซ, เกราร์โด ตอร์ราโด, อันเดรส กวาร์ดาโด (กีเยร์โม ฟรังโก น.62), ราฟาเอล มาร์เกซ, อดอลโฟ เบาติสตา (ปาโบล บาร์เรรา น.45),  ฮาเวียร์ ''ชิชาริโต'' เฮอร์นานเดซ, โจวานนี โดส ซานโตส