ข่าว

ฟันธงปชต.กลายพันธุ์เป็น"เผด็จการพันธุ์ใหม่"

ฟันธงปชต.กลายพันธุ์เป็น"เผด็จการพันธุ์ใหม่"

27 มิ.ย. 2553

ราชดำเนินเสวนา “แนวโน้มลักษณะประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง" ”นักวิชาการ - สื่อ" ฟันธง ประชาธิปไตยล่อแล่ กลายพันธุ์เผด็จการพันธุ์ใหม่ภายใต้เงา ศอฉ. แนะปล่อยผีนักการเมืองตัดสิทธิ์สร้างตัวเลือกใหม่ ดึงการเมืองกลับสู่สภา ไร้กลุ่มใต้ดิน ประกาศการเมืองไร้

(27มิ.ย.) ที่สมาคมนักข่าวฯ เวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าว ฯ จัดเสวนา โครงการราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 8 / 2553 ร่วมปฏิรูปประเทศไทย หัวข้อ“ แนวโน้มลักษณะประชาธิปไตยไทย ท่ามกลางความขัดแย้ง” โดยมีนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อ.คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , นายสุรชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพ และความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสุนทร ทาซ้าย บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ร่วมเสวนา

 โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงพัฒนาการสถานะประชาธิปไตยของไทยว่า ประชาธิปไตยในสังคมไทยไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งช่วงการปกครองระบอบประชาธิปไตย ช่วง 25 ปีแรก ถือว่าเป็นประชาธิปไตยกึ่งคณะราษฎร์กึ่งการเลือกตั้ง ที่คณะราษฎร์ ถือเป็นผู้มีบทบาทหลัก ซึ่งมีหลายเรื่องที่สืบทอดมาถึงประชาธิปไตยในปัจจุบัน ขณะที่ช่วงปี 2500 - 2516 ประชาธิปไตยกลายเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ที่มีการออกพระธรรมนูญการปกครอง และคำสั่งคณะปฏิวัติ ที่กลายเป็นมรดกตกทอดถึงปัจจุบัน โดยช่วงปี 2517 - 2540 ประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงเป็นแบบรัฐบาลผสมที่เป็นเรื่องระหว่างนักการเมืองและข้าราชการ ซึ่งผู้นำได้มีการผสมทั้งผู้นำภูมิภาคและส่วนกลาง และแน่นอนว่าประชาธิปไตยช่วงปี 2540 เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นทุกวันนี้ คือ เมื่อจะมีรัฐบาลผสม หลายฝ่ายแสดงความไม่ชอบเพราะเห็นว่ามีการฮั้วผลประโยชน์กัน จึงพยายามสร้างรัฐบาลแบบ 2 พรรค แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเหลือเป็นรัฐบาลพรรคเดียวก่อให้เกิดอำนาจที่กระจุกตัว

 เขา กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้สิ่งที่เกิดในช่วงปี 2540 คือ การสร้างหลักการตรวจสอบอำนาจ ซึ่งแม้จะถือได้ว่าปี 2540 ทำให้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนระบบการเมืองใหม่ แต่เกิดคำถามว่า หลักการองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นนั้น เข้ามาได้อย่างไร ที่สุดท้ายแล้วหลักการตรวจสอบขององค์กรอิสระเหมือนการสร้างกติกามัดคอตัวเอง ขณะที่การตรวจสอบมีปัญหาว่าแม้เราจะมีนักกฎหมายมากพอ แต่มาตราฐานกฎหมายยังไม่เข้มแข็งพอ การตีความกฎหมายก็มีปัญหาหาตั้งแต่ ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีเพียงรูปแบบ แต่ไม่มีเนื้อหาสาระ หรือแก่นสาร ดังนั้นหากจะพัฒนาประชาธิปไตย พวกเรายังต้องบากบั่นที่จะสร้างค่านิยมใหม่ เพราะคนไทยยังติดที่คิดอยากจะได้อะไรดี ๆ แต่เวลาที่จะต้องลงมือทำ ยังไม่รู้จักเสียสละ

 ด้านนายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่พูดยาก เขียนลำบาก และน้ำท่วมปาก ตัวอย่างเช่น การนำเสนอเรื่องราวสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เวลานี้สื่อต่างประเทศ ถูกจับตามองอย่างมาก หลังจากเกิดกรณี CNN ที่นำเสนอเรื่องราวการชุมนุม ซึ่งรัฐบาลจะแสดงอาการต่อต้านสื่อ หรือกลุ่มบุคคลที่มีทัศนคติไม่สอดคล้องกับทางการ โดยจะกล่าวหาว่าเป็นอคติบ้าง ไม่เข้าใจประเทศไทยบ้าง หรือหวังร้าย ที่จะกลายเป็นการต่อต้านโลกภายนอกเกินไป ทั้งที่การสร้างค่านิยม ลักษณะชาตินิยมไม่ใช่เรื่องแปลกซึ่งยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เคยสร้างค่านิยมนี้ในการชำระหนี้ IMF มาแล้ว แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะยิ่งแรงขึ้น

 เขา กล่าวอีกว่า ส่วนความเป็นประชาธิปไตยนั้นตนเห็นว่าน่าจะมาถึงทางตัน คือ ผู้สนับสนุนรัฐบาลไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง เห็นได้จากการปรองดองที่จะให้มีการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย. นี้ เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะนอกเหนือจากปัญหาภายในกลุ่ม นปช. แล้ว หากรัฐบาลจริงใจจะปรองดอง ก็ไม่ควรถอนตัวจากข้อเสนอนั้น ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตุว่าน่าจะเกิดจากผู้สนับสนุนรัฐบาล กลัวว่าหากเลือกตั้งเวลานั้นแล้วพ่ายแพ้จะทำอย่างไร จึงทำให้เชื่อว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพยายามอยู่บริหารไปจนเกือบจะครบวาระ เพื่อที่จะหาทางเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งกดดันและกวาดล้างอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเวลานี้แสดงชัดเจนว่ามีทหารเป็นสปอนเซอร์ ในการเข้ามาเป็นรัฐบาล และช่วยดึงอีกพรรคมาร่วม ส่วนการปรองดองนั้นก็เห็นว่าล้มเหลวตั้งแต่ช่วงเมษายนปีที่แล้ว จนมาถึงพฤษภาคม 2553 โดยเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นในเร็วนี้ แต่จะมีการใช้กลไกของ ศอฉ. ต่อไปอีกอาจถึงต้นปีหน้าก็ได้ด้วยการอ้างเหตุผลจำเป็น ขณะที่หากเกิดการเลือกตั้งแล้วถ้าพรรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ ก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิดปัญหาซ้ำรอยเมื่อปี 2550 อีก

 นายฐิตินันท์ กล่าวอีกว่า ประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเวลานี้ เรียกได้ว่า มีความเป็นเผด็จการสายพันธุ์ใหม่มากขึ้น ดูได้จากพฤติกรรมของ ศอฉ. ที่คล้ายคณะปฏิวัติ จะเรียกใครเข้าสอบบัญชีธนาคารแล้วแช่แข็งบัญชีธนาคารใครไว้ก็ได้ ซึ่งแม้การตรวจสอบอาจจะเจอท่อน้ำเลี้ยงบางบัญชี แต่คงไม่ใช่กระทำในทุกบัญชี ขณะที่ผ่านมามีข่าวเรื่องการใช้เงินในกลุ่มสมาชิก ศอฉ. ว่าใช้เงินมือเติบ มีการรับเงินนอกเหนือจากเงินเดือนอีกจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามไม่มีการตรวจสอบ สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า ถ้าไม่มีกองทัพ แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์จะอยู่อย่างไร และถ้าไม่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์ กองทัพจะเป็นอย่างไร ซึ่งเผด็จการพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่เผด็จการทหารล้วน ๆ แต่กลายเป็นทหารพลเรือน โดยทางออกที่จะผ่าทางตันนั้น คือการปล่อยให้กลุ่มนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิในครั้งแรก ออกมาสู่การเมืองเร็วขึ้น เพื่อสร้างตัวเลือกใหม่ให้กับประชาชนว่าถ้ารู้สึกไม่พอใจกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์หรือนายอภิสิทธิ์ แล้วจะเลือกใครถ้าต้องมีการเลือกตั้งควรมีตัวเลือกใหม่

 ด้านนายสุนทร ทาซ้าย บก.หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวว่า ประชาธิปไตยไทยอยู่ในอาการล่อแล่ เพราะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทหารเองไม่ปล่อยวางอำนาจ ทำให้ประชาธิปไตยไม่มีโอกาสเติบโต ขณะที่เมื่อมีการเลือกตั้งมากขึ้น นักธุรกิจการเมืองเข้ามาสู่การเมือง และพัฒนาวิธีการเลือกตั้งมาสู่การซื้อเสียง ซื้อ ส.ส. รวมถึงพรรคการเมือง และองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบขึ้นมาตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเห็นได้ว่าไม่อาจจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้โดยสันติ ขณะที่การเคลื่อนไหวกลับลงมาเล่นในท้องถนน และกลุ่มใต้ดินมากขึ้นที่เป็นเรื่องอันตราย เพราะไม่มีกฎ กติกา ข้อบังคับควบคุมซึ่งต่างจากการทำหน้าที่ในสภา โดยเวลานี้เกิดคำพูดที่ว่า ถ้ามีคนตายถึงจะชนะ ก็ถือเป็นเรื่องอันตรายและกลายเป็นปัญหาต่อประชาธิปไตย ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องนำการเมืองท้องถนนและใต้ดิน กลับมาสู่สภาที่มีกติกา ข้อบังคับ ควบคุม

 ขณะที่นายสุรชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพฯจุฬา ฯ กล่าวว่า สถานะประชาธิปไตยเวลานี้พยายามทำให้รู้สึกอยากลืมเลือนความรุนแรงโดยเร็วที่สุด ทำให้เราไม่สนใจว่าผู้ที่บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์เป็นใคร มาจากไหน โดยพยายามไปฟื้นฟูเศรษฐกิจให้คนเร่งไปช็อปปิ้งซื้อของ ที่กลายเป็นการสร้างบรรยากาศทำให้ไม่มีความรู้สึกร่วมกัน แต่แบ่งแยกว่าต่างคนต่างทำ ต่างฝ่ายต่างคิดว่าคนตายเป็นฝ่ายใคร กลุ่มใครกลุ่มมัน ขณะเดียวกันมีการตั้งถามว่าประชาธิปไตยเวลานี้มีการรวบอำนาจระหว่างรัฐบาล - ทหาร แล้วสังคมและประชาชนอยู่ที่ไหน ซึ่งตนเห็นว่าถ้ายังมีการแบ่งพรรค แบ่งพวก อนาคตของประชาธิปไตยมีความลำบาก ขณะที่การขับเคลื่อนไปข้างหน้าต้องปราศจากอคติ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องประกาศให้ชัดเจน  มิเช่นนั้นหากมีการเลือกตั้ง สุดท้ายจะผลักดันให้กลายเป็นศัตรูกันอีก