ข่าว

"สเปน"ลิ่วขวิด"ชิลี"2-1"บราซิล"แชมป์กลุ่มจี

"สเปน"ลิ่วขวิด"ชิลี"2-1"บราซิล"แชมป์กลุ่มจี

26 มิ.ย. 2553

"กระทิงดุ"สเปน เข้ารอบ2 สำเร็จ หลังชนะ ชิลี ที่เหลือผู้เล่น 10 คน 2-1 ศึกฟุตบอลโลก 2010 นัดสุดท้าย กลุ่ม เอช สวิตเซอร์แลนด์ ทำได้แค่เจ๊า ฮอนดูรัส 0-0 กอดคอตกรอบแรกทั้งคู่ ส่วน "แซมบ้า" เข้าป้ายแชมป์กลุ่ม จี แม้ทำได้แค่เสมอ โปรตุเกส 0-0 ก็ตาม

ศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบแรก นัดสุดท้าย กลุ่ม เอช คืนวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน "กระทิงดุ" สเปน ลงสนามพบ"ลา โรชา"ชิลี ที่สนามโลตัส เวอร์สเฟลด์ สเตเดี้ยม เมืองพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ นัดนี้ บิเซนเต เดล บอสเก กุนซือ "กระทิงดุ" ต้องพยายามเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อโอกาสผ่านเข้าสู่รอบต่อไปแบบไม่ต้องลุ้นเหนื่อย แถมยังเลือกใช้งาน เฟอร์นันโด ตอร์เรส ยืนล่าตาข่ายแดนหน้าคู่ ดาวิด บีญา เหมือนเดิม ด้าน มาร์เซโล บิเอซา กุนซือ "ลา โรชา" จัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามเหมือนเดิม โดยตั้งเป้าขอแค่หนึ่งแต้มจากผลเสมอก็จะได้สิทธิผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มนี้ทันที

 เริ่มเกมในช่วง 10 นาทีแรก"กระทิงดุ"เป็นฝ่ายเดินหน้าเปิดเกมรุกเข้าใส่ทันที แต่ไม่สามารถเจาะตาข่ายได้ จากนั้นชิลี เริ่มมีโอกาสตอบโต้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังขาดความเฉียบคมในแดนหน้า ก่อนที่ สเปน จะเป็นฝ่ายได้ประตูขึ้นนำในนาที 25 จากลูกยิงไกลแบบนิ่มๆ ของ ดาวิด บีญา ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของ เคลาดิโอ บราโว นายทวารชิลี ที่วิ่งออกมาตัดบอลบริเวณกรอบเขตโทษไม่ดี หลังจากนั้น "กระทิงดุ" สามารถซัลโวเพิ่มได้อีก 1 ประตู ในนาที 37 จากลูกยิงของ อันเดรียส อิเนียสตา แถมยังเป็นฝ่ายได้เปรียบในเรื่องของตัวผู้เล่นอีกด้วย เนื่องจาก ชิลี ต้องเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน เมื่อ มาร์โก เอสตราดา ถูกใบเหลือง-แดงไล่ออกจากสนามในนาที 38 หมดครึ่งแรก สเปน ออกนำไปก่อน 2-0      

 เข้าสู่ครึ่งหลังเพียงแค่ 2 นาที ชิลี สามารถทำประตูตีไข่แตกไล่ตีตื้นเป็น 1-2 จากลูกยิงของ โรดริโก มิลลาร์ กองกลางตัวสำรองที่เพิ่งถูกเปลี่ยนลงสนามได้บอลซัดตรงบริเวณนอกกรอบเขตโทษไปแฉลบขาแนวรับ "กระทิงดุ" พุ่งเข้าสู่ก้นตาข่าย หลังจากนั้น สเปน พยายามเปิดเกมรุกหวังพังประตูเพิ่มอีก แต่จังหวะสุดท้ายกลับไม่เฉียบคมพอ หมดเวลาการแข่งขัน สเปน เป็นฝ่ายเฉือนชนะ ชิลี 2-1 ส่งผลให้ "กระทิงดุ" ได้สิทธิผ่านเข้าสู่รอบต่อไปในฐานะแชมป์กลุ่ม เอช ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่มากกว่า ส่วน ชิลี ตบเท้าเข้ารอบตามหลังไปติดๆ ในฐานะทีมอันดับ 2 ของกลุ่มนี้      

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

สเปน - อิเคร กาซิยาส, เซอร์จิโอ รามอส, เกราร์ด ปิเก, คาร์เลส ปูโยล, โจน คัปเดบีญา, ซาบี เฮอร์นันเดซ, เซอร์จิโอ บุสเกตส์, ซาบี อลอนโซ (ฮาเบียร์ มาร์ติเนซ นาที 73), อันเดรียส อิเนียสตา, เฟอร์นันโด ตอร์เรส (เชส ฟาบรกาส นาที 55), ดาวิด บีญา

ชิลี - เคลาดิโอ บราโว, เมาริซิโอ อิสลา, แกรี เมเดล, วัลโด ปอนเซ, กอนซาโล ยารา, อาร์ตูโร วิดัล, มาร์โก เอสตราดา, มาร์ค กอนซาเลซ (โรดริโก มิลลาร์ นาที 46), อเลกซิส ซานเชซ (ฟาเบียน โอเรลลานา นาที 65), ฮอร์เก วัลดิเวีย (เอสเตบัน ปาเรเดส นาที 46), ฌอง โบเซฌูร์    

 ส่วนอีกคู่หนึ่งของ กลุ่ม เอช "นาฬิกา" สวิตเซอร์แลนด์ พบกับ ฮอนดูรัส ที่สนามฟรี สเตท สเตเดี้ยม เมืองบลูมฟองเทน นัดนี้ ออตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ กุนซือ "นาฬิกา" ตั้งเป้าหวังเก็บชัยชนะให้ได้สถานเดียว เพื่อลุ้นผ่านเข้าสู่รอบต่อไปนั่นเอง แถมยังส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงเล่นเป็นตัวจริงแบบเต็มอัตราศึกอีกด้วย ด้าน ไรนัลโด รูเอดา กุนซือ ฮอนดูรัส ยังพอมีลุ้นผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเหมือนกัน หากสามารถเก็บชัยชนะในเกมนัดนี้ได้สำเร็จ แต่มีข้อแม้ต้องพยายามยิงประตูให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก เนื่องจาก ฮอนดูรัส ยังไม่สามารถเจาะตาข่ายคู่แข่งได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

 สำหรับรูปเกมในช่วงครึ่งแรก สวิตเซอร์แลนด์ เป็นฝ่ายครองบอลทำเกมรุกได้เหนือกว่า แถมยังมีโอกาสลุ้นพังประตูอย่างต่อเนื่อง แต่จังหวะสุดท้ายกลับไม่เฉียบคมมากพอ แม้แนวรับของ ฮอนดูรัส จะเกิดความผิดพลาดหลายครั้งก็ตาม จบครึ่งแรก เสมอ 0-0  

 เข้าสู่ครึ่งหลังได้เพียงแค่ไม่กี่นาที ฮอนดูรัส เกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ทว่า ดาวิด ซัวโซ กลับโหม่งบอลหลุดกรอบไปแบบหวุดหวิด หลังจากนั้น "นาฬิกา" มีโอกาสได้ลุ้นพังประตูเหมือนกัน เมื่อ ทรานกีโญ บาร์เนตตา ยิงไปติดเซฟของ โนเอล วัลลาดาเรส นายทวารฮอนดูรัส ที่ล้มตัวรับเอาไว้ได้ สุดท้ายไม่มีการยิงประตูเกิดขึ้น หมดเวลาการแข่งขัน เสมอ 0-0 ส่งผลให้ สวิตเซอร์แลนด์ ต้องกอดคอ ฮอนดูรัส กระเด็นตกรอบแรกไปแบบน่าเสียดาย

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

สวิตเซอร์แลนด์ - ดิเอโก เบนาโญ, สเตฟาน ลิกท์สไตเนอร์, สตีฟ ฟอน เบอร์เกน, สเตฟาน กริชติง, เรโต ซีกเลอร์, ทรานกีโญ บาร์เนตตา, กอตทาน อินแลร์, เบนจามิน ฮักเกล (เซอร์ดาน ชากิรี นาที 78), เกลสัน เฟอร์นันเดส (ฮาคาน ยาคิน นาที 46), เอเรน เดอร์ดิยอก, บลายเซ เอนคูโฟ (อเลกซานเดอร์ ไฟร์ นาที 69)

 ฮอนดูรัส - โนเอล วัลลาดาเรส, เมาริซิโอ ซาบิลลอน, ออสมัน ชาเวซ, วิคตอร์ เบอร์นาร์เดซ, เมย์นอร์ ฟิเกอรัว, เอดการ์ อัลวาเรซ, วิลสัน ปาลาซิออส, เฮนดรี โธมัส, รามอน นูเนซ (วอลเตอร์ มาร์ติเนซ นาที 67), เจอร์รี ปาลาซิออส (จอร์จ เวลคัม นาที 78), ดาวิด ซัวโซ (ดานิโล ตูร์ซิออส นาที 87)

ตารางคะแนนกลุ่ม จี

   แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม
สเปน   3 2 0 1 4 2 6
ชิลี   3 2 0 1 3 2 6
สวิตเซอร์แลนด์ 3 1 1 1 1 1 4
ฮอนดูรัส  3 0 1 0 0 3 0
          
 ด้านเกมฟาดแข้งนัดสุดท้าย กลุ่ม จี "แซมบ้า" บราซิล ที่ได้สิทธิผ่านเข้ารอบแน่นอนแล้ว พบกับ "ฝอยทอง" โปรตุเกส ที่สนามโมเซส มาบิดา สเตเดี้ยม เมืองเดอร์บัน เกมนี้ คาร์ลอส ดุงกา กุนซือ "แซมบ้า" ปรับทีมด้วยการส่ง ฮูลิโอ บาปติสตา ลงมาแทน กาก้า ที่ติดโทษแบน แถมยังให้ ดาเนียล อัลเวส ลงมาแทน เอลาโน ขณะที่ โปรตุเกส มีการปรับทัพหลายตำแหน่ง แต่ยังมี คริสเตียโน โรนัลโด้ ลงเล่นเป็นตัวหลัก

 เริ่มเกมขึ้นมา โปรตุเกส เน้นเกมรับตามคาด แต่บราซิลก็ยังทำเกมจนได้ลุ้นเมื่อถึงนาทีที่ 31 หลุยส์ ฟาเบียโน ผ่านบอลจากทางขวาของเขตโทษไปเสาสอง นิลมาร์ สอดเข้ามายิงระยะไม่กี่หลา แต่ เอดูอาร์โด ยังตามมาปัดบอลชนเสาออกมาได้ ก่อนที่อีก 7 นาทีต่อมา โอกาสก็ยังเป็นของบราซิล ไมคอน เปิดบอลจากทางปีกขวาให้ หลุยส์ ฟาเบียโน โหม่งลงพื้นและเฉี่ยวเสาไปนิดเดียว จบครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 0-0

 ครึ่งหลังกลับมาถึงนาทีที่ 61 โปรตุเกส ได้โอกาสทอง เมื่อ ลูซิโอ สกัดบอลจาก คริสเตียโน โรนัลโด้ ไม่ดี บอลไปเข้าทางให้ ราอูล เมยเรเลส สอดขึ้นมายิงเดี่ยวๆ แต่ ชูลิโอ ซีซาร์ ยังออกมาปัดบอลออกหลังไปหวุดหวิด ก่อนที่ท้ายเกม บราซิลมีลุ้นบ้าง จากการยิงไกลของ รามิเรส แต่ เอดูอาร์โด ก็ลอยปัดไว้ทัน จบเกมจึงเสมอกันไป 0-0 ส่งผลให้ บราซิล เข้ารอบเป็นอันดับ 1 ในฐานะแชมป์กลุ่มนี้ ขณะที่ โปรตุเกส เข้ารอบเป็นทีมอันดับ 2

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

โปรตุเกส - เอดูอาร์โด, ริคาร์โด คอสตา, ริคาร์โด คาร์วัลโญ, บรูโน อัลเวส, ฟาบิโอ คอนเทรา, ดูดา (ซิเมา ซาโบรซา นาที 54), ติอาโก เมนเดส, เปเป้ (เปโดร เมนเดส นาที 64), ราอูล ไมเรเลส (มิเกล เวโลโซ นาที 84), คริสเตียโน โรนัลโด้, แดนนี

บราซิล - ชูลิโอ ซีซาร์, ไมคอน, ลูซิโอ, ฮวน, มิเชล บาสโตส, ดาเนียล อัลเวส, จิลแบร์โต ซิลวา, เฟลิเป เมโล (โจซูเอ นาที 45), ฮูลิโอ บาปติสตา (รามิเรส นาที 82), หลุยส์ ฟาเบียโน (กราฟิเต นาที 85), นีลมาร์   

ส่วนอีกคู่หนึ่งในกลุ่ม จี "ช้างดำ" ไอเวอรี โคสต์ พบกับ "โสมแดง" เกาหลีเหนือ ที่สนามเอ็มบอมเบลา สเตเดี้ยม เมืองเนลส์พรูอิท นัดนี้ สเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือ "ช้างดำ" ต้องเอาชนะให้ได้มากที่สุด แล้วลุ้นให้ โปรตุเกส แพ้ บราซิล ถึงจะมีลุ้นเข้ารอบ แม้จะตัดสินใจดร็อป ซาโลมอน คาลู เป็นตัวสำรอง แต่ยังคงมี ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยืนเล่นเป็นหัวหอกตัวเป้า ด้าน คิม จอง ฮุน กุนซือ "โสมแดง" เลือกใช้งานผู้เล่นชุดที่แพ้ โปรตุเกส 0-7 ลงสนามทั้งชุด

 เริ่มเกมขึ้นมา ไอเวอรี โคสต์ พยายามเปิดเกมบุกใส่ทันที นาทีที่ 14 ก็ได้ประตูนำ หลังจาก อาเธอร์ โบกา จ่ายบอลให้ ยายา ตูเร ยิงที่กรอบเขตโทษเสียบมุมเป็น 1-0 และอีก 6 นาทีต่อมา ไอเวอรี โคสต์ ก็ได้ประตูเพิ่มอีก ดิดิเยร์ ดร็อกบา พลิกบอลไปยิงในเขตโทษบอลไปชนคานออกมาก แต่ โรมาริค ยังไวตามโหม่งซ้ำเข้าไป จากนั้นแม้ ไอเวอรี โคสต์ จะคุมเกมไว้หมด แต่ยิงเพิ่มไม่ได้ จบครึ่งแรกนำอยู่ 2-0

 ช่วงครึ่งหลัง ไอเวอรี โคสต์ ยังทำได้เหนือกว่า นาทีที่ 82 ซาโลมง คาลู ตัวสำรองชาร์จบอลที่หน้าประตูเป็น 3-0 จบเกม ไอเวอรี โคสต์ คว้าชัยไปตามคาด แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการตบเท้าผ่านเข้ารอบต่อไป จึงทำให้ "ช้างดำ" ต้องตกรอบแรกไปโดยปริยาย ส่วน "โสมแดง" รั้งตำแหน่งบ๊วยของกลุ่มนี้ เพราะเก็บคะแนนไม่ได้เลยแม้แต่แต้มเดียว แถมยังโดนเจาะตาข่ายไปมากถึง 12 ประตูเลยทีเดียว

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

ไอเวอรีโคสต์ - บูบาร์การ์ แบร์รี, เอมมานูเอล เอบูเอ, โคโล ตูเร, ดิดิเยร์ โซโกรา, อาร์เธอร์ โบกา, คริสเตียน โรมาริค (เซย์ดู โดอัมเบีย นาที 79), ยายา ตูเร, อิสมาเอล ติโอเต, แชร์วินโญ (อารูนา ดินดาเน นาที 65), ดิดิเยร์ ดร็อกบา, คาเดอร์ เกอิตา (โซโลมอน คาลู นาที 64)  

เกาเหลีเหนือ - รี มอง กุ๊ก, ชา จง ฮอค, รี จุน อิล, รี กวาง ชอน, จี ยุน นัม, ปัค ชอย จิน, ปัค นัม โชล, อัน ยอง ฮัค, มุน อิน กุ๊ก (โช คุม ชอล นาที 67), จอง แต เซ, ฮอง ยอง โจ 

ตารางคะแนนกลุ่ม จี

  แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย แต้ม
บราซิล  3 2 1 0 5 2 7
โปรตุเกส 3 1 2 0 7 0 5
ไอเวอรีโคสต์ 3 1 1 1 4 3 4
เกาหลีเหนือ 3 0 0 3 1 12 0